คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3524/2554 ฉบับเต็ม

#520439
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3524/2554 นางสุจินต์ มณฑลชัย โจทก์ องค์การคลังสินค้า จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 344 ที่จำเลยขอให้นำค่าเสียหายที่จำเลยได้รับจากการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างทำของมาหักกลบกับค่าเช่าคลังสินค้านั้น แม้ตามสัญญามีข้อตกลงให้จำเลยมีสิทธิหักเงินค่าเสียหายจากค่าเช่า ค่าแรงงาน และค่ารมยาได้ก็ตาม แต่จำเลยมิได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายมาในคดีนี้ และมิได้นำสืบให้เห็นว่าได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนเท่าใด อีกทั้งโจทก์ก็ยังโต้เถียงว่า การที่ข้าวโพดเสื่อมคุณภาพส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากการเก็บรักษาไว้นานเนื่องจากบริษัทที่รับซื้อไม่มารับมอบสินค้าภายในกำหนด ไม่ใช่ความผิดของโจทก์เสียทั้งหมด สิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายของจำเลยยังมีข้อต่อสู้อยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 จึงไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กันได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,123,634.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,775,790.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 123,461.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 30 กันยายน 2546 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,391,932.31 บาท รวมกับค่าจ้างกรรมกรที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์จำนวน 123,461.90บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,515,394.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันที่ 30 กันยายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญาเช่าคลังสินค้าของโจทก์เพื่อเก็บข้าวโพดตามสัญญาเช่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเช่าคลังสินค้าและค่ารมยาข้าวโพดขณะเก็บในคลังสินค้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่า มีข้อตกลงในสัญญา ข้อ 4. ว่าเป็นหน้าที่ของผู้ให้เช่าคือโจทก์ต้องจัดหาแรงงานกรรมกรขนถ่ายข้าวโพด หาเครื่องชั่งน้ำหนักข้าวโพด และรมยาข้าวโพดที่เก็บในคลังสินค้า โดยผู้เช่าคือจำเลยเป็นผู้ชำระค่าแรงงานและค่ารมยา และสัญญา ข้อ 5. ระบุถึงกรณีเกิดความเสียหายซึ่งผู้ให้เช่าต้องรับผิด ผู้เช่ามีสิทธิหักเงินค่าเสียหายจากเงินค่าเช่า ค่าแรงงาน และค่ารมยาได้ ข้อตกลงข้อที่ 4 และ 5 จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของซ้อนอยู่ในสัญญาเช่าทรัพย์ จำเลยนำสืบยอมรับว่าได้ปฏิบัติตามสัญญาเช่าทรัพย์และได้ขายข้าวโพดที่เก็บในคลังสินค้าโจทก์ให้บริษัทธัญญพรรณสากลการค้า จำกัด โดยกำหนดให้ผู้ซื้อรับมอบข้าวโพดให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 แต่ผู้ซื้อรับข้าวโพดไปเพียง 2,000,000 กิโลกรัม ส่วนที่เหลือไม่ยอมรับ เพราะเป็นข้าวโพดคุณภาพต่ำ จำเลยมิได้บอกเลิกสัญญาเช่าคลังสินค้า แต่อ้างว่าเป็นความผิดของโจทก์ที่มิได้ปรับปรุงให้ข้าวโพดมีคุณภาพดีตามสัญญาทำให้สัญญาเช่าคลังสินค้าเป็นอันยกเลิกกันนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องว่ากล่าวเอากับโจทก์ในเรื่องผิดสัญญาจ้างทำของซึ่งจำเลยก็ให้การขอสงวนสิทธิในการเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ไว้แล้ว ดังนั้นเมื่อครบสัญญาเช่าคลังสินค้าแล้ว จำเลยยังคงเก็บข้าวโพดที่รับจำนำจากเกษตรกรในคลังสินค้าของโจทก์ต่อมาและชำระค่าเช่าให้โจทก์ถึงเดือนตุลาคม 2544 แล้วไม่ชำระอีก จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าเช่าคลังสินค้าให้โจทก์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2544 ถึงเดือนกันยายน 2546 รวม 23 เดือน เป็นเงิน 2,746,315 บาท จำเลยฎีกาขอให้นำค่าเสียหายที่จำเลยได้รับจากการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างทำของมาหักกลบกับค่าเช่าคลังสินค้า ซึ่งแม้ตามสัญญามีข้อตกลงให้จำเลยมีสิทธิหักเงินค่าเสียหายจากค่าเช่า ค่าแรงงาน และค่ารมยาได้ก็ตาม แต่จำเลยมิได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายมาในคดีนี้ และมิได้นำสืบให้เห็นว่าได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนเท่าใดอีกทั้งโจทก์ก็ยังโต้เถียงว่า การที่ข้าวโพดเสื่อมคุณภาพส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากการเก็บรักษาไว้นานเนื่องจากบริษัทที่รับซื้อไม่มารับมอบสินค้าภายในกำหนด ไม่ใช่ความผิดของโจทก์เสียทั้งหมด สิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายของจำเลยยังมีข้อต่อสู้อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 จึงไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กันได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างถึงข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ สำหรับค่ารมยาข้าวโพดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2545 รวม 10 ครั้ง จำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้รมยาข้าวโพดตามสัญญา หากจำเลยจำเป็นจะต้องชำระ จำเลยก็ควรจะชำระถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่บริษัทธัญญพรรณสากลการค้า จำกัด ไม่ยอมรับซื้อข้าวโพดที่เหลือเนื่องจากเสื่อมคุณภาพแล้วนั้น พิเคราะห์ตามเอกสารใบขอเบิกค่ารมยาที่นายไพรัช หัวหน้าหน่วยรับจำนำข้าวโพดประจำอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นผู้จัดทำขอเบิกแทนโจทก์ ปรากฏว่านายไพรัช ทำเรื่องขอเบิกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2545 หลังจากนั้นไม่ปรากฏหลักฐานการขอเบิกค่ารมยาให้โจทก์อีก เชื่อว่าได้มีการตรวจสอบแล้วว่าโจทก์รมยาข้าวโพดในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจริง มิฉะนั้น ก็ไม่มีเหตุผลที่นายไพรัช พนักงานของจำเลยจะจัดทำเอกสารขอเบิกเงินค่ารมยาให้ ส่วนจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มิได้รมยาข้าวโพดตามฟ้องอย่างไร ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานโจทก์ว่า จำเลยติดค้างค่ารมยาข้าวโพดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2545 รวม 10 ครั้งเป็นเงิน 645,617.31 บาท จำเลยจึงต้องชำระเงินในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ด้วย ทั้งไม่อาจนำค่ารมยาดังกล่าวมาหักกลบลบนี้กับค่าเสียหายของจำเลยตามเหตุผลที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ตรีวุฒิ สาขากร-วัส ติงสมิตร-ธีระพงศ์ จิระภาค) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายมงคล คุปต์กาญจนากุล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1241/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ส1571/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ส243/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
520439
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นายมงคล คุปต์กาญจนากุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081990572"
    }
}
date
2554
deka_no
3524/2554
deka_running_no
3524
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "ตรีวุฒิ สาขากร",
    "วัส ติงสมิตร",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 344"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสุจินต์ มณฑลชัย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "องค์การคลังสินค้า"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,123,634.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,775,790.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 123,461.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 30 กันยายน 2546 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,391,932.31 บาท รวมกับค่าจ้างกรรมกรที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์จำนวน 123,461.90บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,515,394.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันที่ 30 กันยายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญาเช่าคลังสินค้าของโจทก์เพื่อเก็บข้าวโพดตามสัญญาเช่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเช่าคลังสินค้าและค่ารมยาข้าวโพดขณะเก็บในคลังสินค้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่า มีข้อตกลงในสัญญา ข้อ 4. ว่าเป็นหน้าที่ของผู้ให้เช่าคือโจทก์ต้องจัดหาแรงงานกรรมกรขนถ่ายข้าวโพด หาเครื่องชั่งน้ำหนักข้าวโพด และรมยาข้าวโพดที่เก็บในคลังสินค้า โดยผู้เช่าคือจำเลยเป็นผู้ชำระค่าแรงงานและค่ารมยา และสัญญา ข้อ 5. ระบุถึงกรณีเกิดความเสียหายซึ่งผู้ให้เช่าต้องรับผิด ผู้เช่ามีสิทธิหักเงินค่าเสียหายจากเงินค่าเช่า ค่าแรงงาน และค่ารมยาได้ ข้อตกลงข้อที่ 4 และ 5 จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของซ้อนอยู่ในสัญญาเช่าทรัพย์ จำเลยนำสืบยอมรับว่าได้ปฏิบัติตามสัญญาเช่าทรัพย์และได้ขายข้าวโพดที่เก็บในคลังสินค้าโจทก์ให้บริษัทธัญญพรรณสากลการค้า จำกัด โดยกำหนดให้ผู้ซื้อรับมอบข้าวโพดให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 แต่ผู้ซื้อรับข้าวโพดไปเพียง 2,000,000 กิโลกรัม ส่วนที่เหลือไม่ยอมรับ เพราะเป็นข้าวโพดคุณภาพต่ำ จำเลยมิได้บอกเลิกสัญญาเช่าคลังสินค้า แต่อ้างว่าเป็นความผิดของโจทก์ที่มิได้ปรับปรุงให้ข้าวโพดมีคุณภาพดีตามสัญญาทำให้สัญญาเช่าคลังสินค้าเป็นอันยกเลิกกันนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องว่ากล่าวเอากับโจทก์ในเรื่องผิดสัญญาจ้างทำของซึ่งจำเลยก็ให้การขอสงวนสิทธิในการเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ไว้แล้ว ดังนั้นเมื่อครบสัญญาเช่าคลังสินค้าแล้ว จำเลยยังคงเก็บข้าวโพดที่รับจำนำจากเกษตรกรในคลังสินค้าของโจทก์ต่อมาและชำระค่าเช่าให้โจทก์ถึงเดือนตุลาคม 2544 แล้วไม่ชำระอีก จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าเช่าคลังสินค้าให้โจทก์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2544 ถึงเดือนกันยายน 2546 รวม 23 เดือน เป็นเงิน 2,746,315 บาท จำเลยฎีกาขอให้นำค่าเสียหายที่จำเลยได้รับจากการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างทำของมาหักกลบกับค่าเช่าคลังสินค้า ซึ่งแม้ตามสัญญามีข้อตกลงให้จำเลยมีสิทธิหักเงินค่าเสียหายจากค่าเช่า ค่าแรงงาน และค่ารมยาได้ก็ตาม แต่จำเลยมิได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายมาในคดีนี้ และมิได้นำสืบให้เห็นว่าได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนเท่าใดอีกทั้งโจทก์ก็ยังโต้เถียงว่า การที่ข้าวโพดเสื่อมคุณภาพส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากการเก็บรักษาไว้นานเนื่องจากบริษัทที่รับซื้อไม่มารับมอบสินค้าภายในกำหนด ไม่ใช่ความผิดของโจทก์เสียทั้งหมด สิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายของจำเลยยังมีข้อต่อสู้อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 จึงไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กันได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างถึงข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ สำหรับค่ารมยาข้าวโพดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2545 รวม 10 ครั้ง จำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้รมยาข้าวโพดตามสัญญา หากจำเลยจำเป็นจะต้องชำระ จำเลยก็ควรจะชำระถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่บริษัทธัญญพรรณสากลการค้า จำกัด ไม่ยอมรับซื้อข้าวโพดที่เหลือเนื่องจากเสื่อมคุณภาพแล้วนั้น พิเคราะห์ตามเอกสารใบขอเบิกค่ารมยาที่นายไพรัช หัวหน้าหน่วยรับจำนำข้าวโพดประจำอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นผู้จัดทำขอเบิกแทนโจทก์ ปรากฏว่านายไพรัช ทำเรื่องขอเบิกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2545 หลังจากนั้นไม่ปรากฏหลักฐานการขอเบิกค่ารมยาให้โจทก์อีก เชื่อว่าได้มีการตรวจสอบแล้วว่าโจทก์รมยาข้าวโพดในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจริง มิฉะนั้น ก็ไม่มีเหตุผลที่นายไพรัช พนักงานของจำเลยจะจัดทำเอกสารขอเบิกเงินค่ารมยาให้ ส่วนจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มิได้รมยาข้าวโพดตามฟ้องอย่างไร ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานโจทก์ว่า จำเลยติดค้างค่ารมยาข้าวโพดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2545 รวม 10 ครั้งเป็นเงิน 645,617.31 บาท จำเลยจึงต้องชำระเงินในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ด้วย ทั้งไม่อาจนำค่ารมยาดังกล่าวมาหักกลบลบนี้กับค่าเสียหายของจำเลยตามเหตุผลที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ส1571/2547
primary_red_case_no
ส243/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000451.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1241/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554