คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10243/2554 ฉบับเต็ม

#520440
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10243/2554 นายวรสกล กมลรัตนพิมล ผู้ร้อง นายอุฬาร กมลรัตนพิมล ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. มาตรา 1646 การตีความเจตนาต้องอาศัยข้อความในหนังสือเป็นสำคัญ การที่ ว. ทำหนังสือ 2 ฉบับ ฉบับแรกแม้จะใช้ชื่อหนังสือว่า หนังสือมอบมรดก แต่มีข้อความตอนหนึ่ง ให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินนั้นต่อจาก ว. นับแต่วันทำหนังสือฉบับนั้นเป็นต้นไป แสดงให้เห็นว่า ว. ประสงค์จะยกทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้คัดค้านในวันนั้น หาใช่ให้ทรัพย์ตกเป็นของผู้คัดค้านเมื่อ ว. ถึงแก่ความตายไม่ ส่วนหนังสืออีกฉบับหนึ่งใช่ชื่อว่า หนังสือมอบกรรมสิทธ์ มีข้อความสรุปว่า ว. ขอยกที่ดินพร้อมบ้านให้แก่ผู้คัดค้านเพื่อเป็นการชำระหนี้ที่ ว. ค้างชำระแก่ผู้คัดค้าน ทั้งยังมีข้อความว่า ว. พร้อมที่จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธ์ในที่ดินและบ้านให้แก่ผู้คัดค้านหากผู้คัดค้านร้องขอ โดยไม่มีข้อความตอนใดแสดงให้เห็นว่า ว. ประสงค์จะให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของผู้คัดค้านเมื่อ ว. ถึงแก่ความตายแล้วเช่นกัน หนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าวที่ไม่มีข้อความกำหนดการเผื่อตายไว้ จึงมิใช่พินัยกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 เมื่อหนังสือทั้งสองฉบับไม่เป็นพินัยกรรมตามที่ผู้คัดค้านฎีกา ผู้คัดค้านจึงมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ ว. ทั้งไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกนั้น จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก ว. ได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายวรสกล ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชชา ผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและแต่งตั้งให้ผู้คัดค้านกับนายเจริญชัยเป็นผู้จัดการมรดกแทน ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกว่า นายวิชชาทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกของตนให้แก่ผู้คัดค้านหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่า หนังสือมอบมรดกลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2539 กับหนังสือมอบกรรมสิทธิ์ ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2539 ที่นายวิชชาทำขึ้นเพื่อยกทรัพย์สินให้แก่ผู้คัดค้านเป็นพินัยกรรมตามกฎหมาย แม้นายวิชชาจะไม่ระบุว่าให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของผู้คัดค้านเมื่อนายวิชชาถึงแก่ความตายก็ตาม แต่ข้อความในหนังสือมอบมรดกที่ใช้ชื่อว่า หนังสือมอบมรดก ตลอดจนข้อความที่ว่า นายวิชชาเขียนหนังสือฉบับนี้ในขณะที่มีสติสัมปชัญญะดี รวมทั้งข้อความว่าขอมอบมรดกให้แก่ผู้คัดค้าน ย่อมมีความหมายพอให้เข้าใจได้ว่านายวิชชาประสงค์จะให้ทรัพย์สินของตนตกเป็นของผู้คัดค้านเมื่อนายวิชชาถึงแก่ความตายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า หนังสือทั้งสองฉบับไม่เป็นพินัยกรรมเป็นการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนจากเจตนาที่แท้จริงของนายวิชชานั้น เห็นว่า การตีความเจตนาของนายวิชชาต้องอาศัยข้อความในหนังสือทั้งสองฉบับเป็นสำคัญ สำหรับหนังสือฉบับแรกแม้จะใช้ชื่อว่า หนังสือมอบมรดก และมีข้อความในหนังสือว่า ผู้ร้องเขียนหนังสือฉบับนี้ในขณะที่มีสติสัมปชัญญะดี ขอมอบทรัพย์มรดกซึ่งเป็นของนายวิชชาให้แก่ผู้คัดค้านก็ตาม แต่มีข้อความตอนต่อมาว่า ให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินนั้นต่อจากนายวิชชานับตั้งแต่วันทำหนังสือฉบับนั้นเป็นต้นไป แสดงให้เห็นว่านายวิชชาประสงค์จะยกทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้คัดค้านในวันนั้น หาใช่ให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของผู้คัดค้านเมื่อนายวิชชาถึงแก่ความตายไม่ ส่วนหนังสือมอบกรรมสิทธิ์ที่นายวิชชาทำขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2539 มีข้อความโดยสรุปว่า นายวิชชาขอยกที่ดินโฉนดเลขที่ 24357 ตำบลโพธิ์ชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย กับบ้านเลขที่ 358 และที่ดินกับบ้านอีกหลังหนึ่งซึ่งอยู่ในจังหวัดหนองคายให้แก่ผู้คัดค้าน เพื่อเป็นการชำระหนี้ที่นายวิชชาค้างชำระแก่ผู้คัดค้าน ทั้งยังมีข้อความว่านายวิชชาพร้อมที่จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพักให้แก่ผู้คัดค้าน หากผู้คัดค้านร้องขอ โดยไม่มีข้อความตอนใดที่แสดงให้เห็นว่านายวิชชาประสงค์จะให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของผู้คัดค้านเมื่อนายวิชชาตายแล้วเช่นกัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า หนังสือทั้งสองฉบับไม่มีข้อความกำหนดการเผื่อตายไว้ จึงไม่ใช่พินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2874/2517 ระหว่างพระสมุทรเมธาจารย์ โดยนางบรรจง โจทก์ นางอารีย์ จำเลย เมื่อหนังสือทั้งสองฉบับไม่เป็นพินัยกรรมตามที่ผู้คัดค้านฎีกา ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายวิชชา ทั้งไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกนั้น ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกนายวิชชาได้ แม้คำร้องของผู้คัดค้านจะเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจอยู่บ้างก็ตาม แต่ศาลฎีกาก็ไม่อาจอนุโลมตามคำร้องขอของผู้คัดค้านให้ขัดต่อหลักกฎหมายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านชอบแล้ว รูปคดีไม่จำต้องวินิจฉัยถึงประเด็นข้ออื่นอีกต่อไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (กำพล ภู่สุดแสวง-ชีพ จุลมนต์-โสฬส สุวรรณเนตร์) ศาลจังหวัดหนองคาย - นายราชัญ กวีกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.131/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ753/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ827/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
520440
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดหนองคาย",
        "judge": "นายราชัญ กวีกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988610"
    }
}
date
2554
deka_no
10243/2554
deka_running_no
10243
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "ชีพ จุลมนต์",
    "โสฬส สุวรรณเนตร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1646"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายวรสกล กมลรัตนพิมล"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นายอุฬาร กมลรัตนพิมล"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายวรสกล ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชชา ผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและแต่งตั้งให้ผู้คัดค้านกับนายเจริญชัยเป็นผู้จัดการมรดกแทน

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกว่า นายวิชชาทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกของตนให้แก่ผู้คัดค้านหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่า หนังสือมอบมรดกลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2539 กับหนังสือมอบกรรมสิทธิ์ ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2539 ที่นายวิชชาทำขึ้นเพื่อยกทรัพย์สินให้แก่ผู้คัดค้านเป็นพินัยกรรมตามกฎหมาย แม้นายวิชชาจะไม่ระบุว่าให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของผู้คัดค้านเมื่อนายวิชชาถึงแก่ความตายก็ตาม แต่ข้อความในหนังสือมอบมรดกที่ใช้ชื่อว่า หนังสือมอบมรดก ตลอดจนข้อความที่ว่า นายวิชชาเขียนหนังสือฉบับนี้ในขณะที่มีสติสัมปชัญญะดี รวมทั้งข้อความว่าขอมอบมรดกให้แก่ผู้คัดค้าน ย่อมมีความหมายพอให้เข้าใจได้ว่านายวิชชาประสงค์จะให้ทรัพย์สินของตนตกเป็นของผู้คัดค้านเมื่อนายวิชชาถึงแก่ความตายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า หนังสือทั้งสองฉบับไม่เป็นพินัยกรรมเป็นการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนจากเจตนาที่แท้จริงของนายวิชชานั้น เห็นว่า การตีความเจตนาของนายวิชชาต้องอาศัยข้อความในหนังสือทั้งสองฉบับเป็นสำคัญ สำหรับหนังสือฉบับแรกแม้จะใช้ชื่อว่า หนังสือมอบมรดก และมีข้อความในหนังสือว่า ผู้ร้องเขียนหนังสือฉบับนี้ในขณะที่มีสติสัมปชัญญะดี ขอมอบทรัพย์มรดกซึ่งเป็นของนายวิชชาให้แก่ผู้คัดค้านก็ตาม แต่มีข้อความตอนต่อมาว่า ให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินนั้นต่อจากนายวิชชานับตั้งแต่วันทำหนังสือฉบับนั้นเป็นต้นไป แสดงให้เห็นว่านายวิชชาประสงค์จะยกทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้คัดค้านในวันนั้น หาใช่ให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของผู้คัดค้านเมื่อนายวิชชาถึงแก่ความตายไม่ ส่วนหนังสือมอบกรรมสิทธิ์ที่นายวิชชาทำขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2539 มีข้อความโดยสรุปว่า นายวิชชาขอยกที่ดินโฉนดเลขที่ 24357 ตำบลโพธิ์ชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย กับบ้านเลขที่ 358 และที่ดินกับบ้านอีกหลังหนึ่งซึ่งอยู่ในจังหวัดหนองคายให้แก่ผู้คัดค้าน เพื่อเป็นการชำระหนี้ที่นายวิชชาค้างชำระแก่ผู้คัดค้าน ทั้งยังมีข้อความว่านายวิชชาพร้อมที่จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพักให้แก่ผู้คัดค้าน หากผู้คัดค้านร้องขอ โดยไม่มีข้อความตอนใดที่แสดงให้เห็นว่านายวิชชาประสงค์จะให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของผู้คัดค้านเมื่อนายวิชชาตายแล้วเช่นกัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า หนังสือทั้งสองฉบับไม่มีข้อความกำหนดการเผื่อตายไว้ จึงไม่ใช่พินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2874/2517 ระหว่างพระสมุทรเมธาจารย์ โดยนางบรรจง โจทก์ นางอารีย์ จำเลย เมื่อหนังสือทั้งสองฉบับไม่เป็นพินัยกรรมตามที่ผู้คัดค้านฎีกา ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายวิชชา ทั้งไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกนั้น ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกนายวิชชาได้ แม้คำร้องของผู้คัดค้านจะเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจอยู่บ้างก็ตาม แต่ศาลฎีกาก็ไม่อาจอนุโลมตามคำร้องขอของผู้คัดค้านให้ขัดต่อหลักกฎหมายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านชอบแล้ว รูปคดีไม่จำต้องวินิจฉัยถึงประเด็นข้ออื่นอีกต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ753/2547
primary_red_case_no
พ827/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000434.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.131/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554