คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9203/2554 ฉบับเต็ม

#520450
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9203/2554 นางเพ็ญศรี ทิพย์เจริญพร ในฐานะผู้จัดการมรดก ของนางประทุม ปฏิมาประกร โจทก์ ดาบตำรวจนิพนธ์ ปฏิมาประกร จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 46 ก. และ ส. เป็นทายาทของ ป. ผู้ตาย ได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหายักยอกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินเดียวกับที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยโอนให้แก่โจทก์เพื่อแบ่งปันทายาทอื่นต่อไป เมื่อความปรากฏแก่ศาลว่า ในคดีอาญาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า การที่จำเลยที่ 2 (จำเลยคดีนี้) มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท น่าเชื่อว่าเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทอื่น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยอมโอนหรือแบ่งทรัพย์มรดกโดยอ้างว่าเป็นของตน จึงมีเจตนาทุจริต เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 353 เช่นนี้ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 และแม้โจทก์และจำเลยจะเป็นจำเลยในคดีอาญาด้วยกันก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยต่างเป็นทายาทของผู้ตาย ทั้งโจทก์ยังเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกด้วย คำพิพากษาคดีอาญาจึงย่อมผูกพันโจทก์และจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญาถึงที่สุดโดยฟังว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทแทนทายาทอื่น ดังนี้ จำเลยจึงต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์พิพาทคืนแก่โจทก์ผู้จัดการมรดก เพื่อแบ่งปันทายาทอื่นต่อไป ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 57961 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และส่งมอบอาคารพาณิชย์เลขที่ 205/5 ถนนสวรรค์วิถี อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 57961 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และส่งมอบอาคารพาณิชย์เลขที่ 205/5 ถนนสวรรค์วิถี อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องไว้แทนทายาทหรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากสำเนาคำฟ้องและสำเนาคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 155/2541 หมายเลขแดงที่ 588/2546 ของศาลชั้นต้นว่า นายเกษมและนางสมสันต์ ซึ่งเป็นทายาทของนางประทุม ผู้ตายได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหายักยอกทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 57961 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 205/5 ซึ่งเป็นทรัพย์สินเดียวกับที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ ขอให้บังคับจำเลยโอนให้แก่โจทก์เพื่อแบ่งปันทายาทอื่นต่อไป เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกาว่า ในคดีอาญาดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10016/2553 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่วินิจฉัยไว้ว่า การที่จำเลยที่ 2 (จำเลยคดีนี้) มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท น่าเชื่อว่าเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทอื่น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยอมโอนหรือแบ่งทรัพย์มรดก โดยอ้างว่าเป็นของตน จึงมีเจตนาทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 เช่นนี้ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 และแม้โจทก์และจำเลยจะเป็นจำเลยในคดีอาญาด้วยกันก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยต่างเป็นทายาทของผู้ตาย ทั้งโจทก์ยังเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกด้วย คำพิพากษาคดีอาญาจึงย่อมผูกพันโจทก์และจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญาถึงที่สุดโดยฟังว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทแทนทายาทอื่น ดังนี้ จำเลยจึงต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 57961 พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 205/5 คืนแก่โจทก์ผู้จัดการมรดกเพื่อแบ่งปันทายาทอื่นต่อไป ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า การจัดการมรดกเสร็จสิ้นลงแล้ว โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้จัดการมรดกมิใช่ในฐานะส่วนตัว จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ฎีกาจำเลยเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ โดยที่จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ ถือเป็นการฎีกาในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยอีกเช่นกัน เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อาวุธ ปั้นปรีชา-วีระชาติ เอี่ยมประไพ-สมชาย พันธุมะโอภาส) ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายสมชาย ฉลาดชัญญ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายเผด็จ ชมพาณิชย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2350/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ509/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1167/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
520450
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครสวรรค์",
        "judge": "นายสมชาย ฉลาดชัญญ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายเผด็จ ชมพาณิชย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988853"
    }
}
date
2554
deka_no
9203/2554
deka_running_no
9203
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "อาวุธ ปั้นปรีชา",
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "สมชาย พันธุมะโอภาส"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 46"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นางเพ็ญศรี ทิพย์เจริญพร ในฐานะผู้จัดการมรดก"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ของนางประทุม ปฏิมาประกร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ดาบตำรวจนิพนธ์ ปฏิมาประกร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 57961 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และส่งมอบอาคารพาณิชย์เลขที่ 205/5 ถนนสวรรค์วิถี อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 57961 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และส่งมอบอาคารพาณิชย์เลขที่ 205/5 ถนนสวรรค์วิถี อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องไว้แทนทายาทหรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากสำเนาคำฟ้องและสำเนาคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 155/2541 หมายเลขแดงที่ 588/2546 ของศาลชั้นต้นว่า นายเกษมและนางสมสันต์ ซึ่งเป็นทายาทของนางประทุม ผู้ตายได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหายักยอกทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 57961 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 205/5 ซึ่งเป็นทรัพย์สินเดียวกับที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ ขอให้บังคับจำเลยโอนให้แก่โจทก์เพื่อแบ่งปันทายาทอื่นต่อไป เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกาว่า ในคดีอาญาดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10016/2553 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่วินิจฉัยไว้ว่า การที่จำเลยที่ 2 (จำเลยคดีนี้) มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท น่าเชื่อว่าเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทอื่น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยอมโอนหรือแบ่งทรัพย์มรดก โดยอ้างว่าเป็นของตน จึงมีเจตนาทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 เช่นนี้ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 และแม้โจทก์และจำเลยจะเป็นจำเลยในคดีอาญาด้วยกันก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยต่างเป็นทายาทของผู้ตาย ทั้งโจทก์ยังเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกด้วย คำพิพากษาคดีอาญาจึงย่อมผูกพันโจทก์และจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญาถึงที่สุดโดยฟังว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทแทนทายาทอื่น ดังนี้ จำเลยจึงต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 57961 พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 205/5 คืนแก่โจทก์ผู้จัดการมรดกเพื่อแบ่งปันทายาทอื่นต่อไป ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า การจัดการมรดกเสร็จสิ้นลงแล้ว โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้จัดการมรดกมิใช่ในฐานะส่วนตัว จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ฎีกาจำเลยเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ โดยที่จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ ถือเป็นการฎีกาในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยอีกเช่นกัน เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ509/2545
primary_red_case_no
พ1167/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000436.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2350/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554