คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2555 ฉบับเต็ม

#520458
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2555 พนักงานอัยการคดีเยาวชน และครอบครัวจังหวัดลพบุรี โจทก์ นายวสันต์ โยธี จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ในการวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 มีความคล้ายคลึงกัน เนื่องจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอยู่ร่วมในการสอบสวนด้วยเป็นผู้ตอบคำถามพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์แทนผู้เสียหายที่ 1 ดังฎีกาของจำเลยหรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังมาเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรวม 8 ปี 12 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนด 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าไป ซึ่งมิใช่ภริยาของตน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่ออนาจารเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีอัตราโทษหนักที่สุดเพียงฐานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี 12 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 8 ปี 12 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบรายงานสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดลพบุรีแล้ว เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดโดยมีสาเหตุจากความเยาว์วัย ใช้ชีวิตอย่างอิสระขาดการควบคุมดูแล ทั้งยังไม่สำนึกในการกระทำของตน หากได้รับการอบรม ขัดเกลานิสัยและความประพฤติน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยยิ่งกว่าการรับโทษจำคุก จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันควบคุม จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน จำเลยฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากข้อความในบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 2 และข้อความในบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งทำขึ้นภายหลังมีข้อความคล้ายคลึงกัน เนื่องจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอยู่ร่วมในการสอบสวนด้วยเป็นผู้ตอบคำถามพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์แทนผู้เสียหายที่ 1 นั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 เป็นดังที่จำเลยโต้แย้งหรือไม่ อันเป็นการฎีกาเกี่ยวกับการชั่งน้ำหนักและความน่าเชื่อถือในการรับฟังพยานหลักฐาน จึงเป็นการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา เมื่อคดีของจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมและองค์คณะในการทำคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาที่เมื่อพิจารณาฎีกาทั้งฉบับแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล่าง ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมมีกำหนดระยะเวลา 2 ปี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าปัจจุบันจำเลยอายุ 22 ปีเศษแล้ว จึงเห็นควรกำหนดระยะเวลาในการฝึกอบรมใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ฝึกอบรมจำเลยไม่เกินกว่าจำเลยอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (สมชาย พันธุมะโอภาส-สิริรัตน์ จันทรา-วิกร อังคณาวิศัลย์) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี - นายจรัสพงศ์ จักขุทิพย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายภิญโญ แสงภู่ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก เยาวชนและครอบครัว หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยช.(อ)64/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ314/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ218/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
520458
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี",
        "judge": "นายจรัสพงศ์ จักขุทิพย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายภิญโญ แสงภู่"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988040"
    }
}
date
2555
deka_no
579/2555
deka_running_no
579
deka_year
2555
department
เยาวชนและครอบครัว
judges
[
    "สมชาย พันธุมะโอภาส",
    "สิริรัตน์ จันทรา",
    "วิกร อังคณาวิศัลย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 218 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "พนักงานอัยการคดีเยาวชน"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "และครอบครัวจังหวัดลพบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวสันต์ โยธี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าไป ซึ่งมิใช่ภริยาของตน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่ออนาจารเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีอัตราโทษหนักที่สุดเพียงฐานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี 12 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 8 ปี 12 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบรายงานสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดลพบุรีแล้ว เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดโดยมีสาเหตุจากความเยาว์วัย ใช้ชีวิตอย่างอิสระขาดการควบคุมดูแล ทั้งยังไม่สำนึกในการกระทำของตน หากได้รับการอบรม ขัดเกลานิสัยและความประพฤติน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยยิ่งกว่าการรับโทษจำคุก จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันควบคุม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากข้อความในบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 2 และข้อความในบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งทำขึ้นภายหลังมีข้อความคล้ายคลึงกัน เนื่องจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอยู่ร่วมในการสอบสวนด้วยเป็นผู้ตอบคำถามพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์แทนผู้เสียหายที่ 1 นั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 เป็นดังที่จำเลยโต้แย้งหรือไม่ อันเป็นการฎีกาเกี่ยวกับการชั่งน้ำหนักและความน่าเชื่อถือในการรับฟังพยานหลักฐาน จึงเป็นการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา เมื่อคดีของจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนฎีกาปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมและองค์คณะในการทำคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาที่เมื่อพิจารณาฎีกาทั้งฉบับแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล่าง ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมมีกำหนดระยะเวลา 2 ปี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าปัจจุบันจำเลยอายุ 22 ปีเศษแล้ว จึงเห็นควรกำหนดระยะเวลาในการฝึกอบรมใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ฝึกอบรมจำเลยไม่เกินกว่าจำเลยอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
อ314/2549
primary_red_case_no
อ218/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000429.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยช.(อ)64/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555