คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2963 -ที่ 2964/2555 ฉบับเต็ม

#520461
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2963 - 2964/2555 นางปิยพร โพธิทัต กับพวก โจทก์ บริษัทเงินทุนธนสยาม (มหาชน) จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9) พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 สัญญาโอนสินทรัพย์และหนี้สินทำขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2542 ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 ระบุให้โอนสินทรัพย์และหนี้สินของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 โอนสินทรัพย์และหนี้สินให้แก่จำเลยที่ 3 โดยกำหนดว่าหนี้สินได้แก่เงินฝาก เงินกู้ยืม ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายเจ้าหนี้สามัญรายอื่นๆ หนี้ค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องจ่ายให้โจทก์ทั้งสองเป็นหนี้สามัญตามสัญญาดังกล่าว จึงโอนไปเป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ จำเลยที่ 3 แต่ผู้เดียวต้องรับผิดในหนี้ข้างต้นต่อโจทก์ทั้งสองนับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไป พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 มีความหมายชัดแจ้งว่าบุคคลที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนั้นต้องมีลักษณะเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงจะมีหน้าที่ต้องยื่นขอรับชำระหนี้ เมื่อปรากฏว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสองได้โอนไปยังจำเลยที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 1 ไม่อยู่ในลักษณะเป็นลูกหนี้ของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองย่อมไม่มีหน้าที่ตามบทมาตรา 91 ที่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด การที่โจทก์ทั้งสองไม่ยื่นขอรับชำระต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิในการได้รับชำระหนี้ดังกล่าวของโจทก์ทั้งสอง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน เป็นสินจ้าง มีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9) ___________________________ คดีสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1,432,484 บาท กับดอกเบี้ย 770,892.25 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,432,484 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1,611,244 บาท กับดอกเบี้ย 867,092.06 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,611,244 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 ขาดนัดทั้งสองสำนวน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งสองสำนวนให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อแรกว่า สิทธิของโจทก์ทั้งสองที่จะได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง ซึ่งเป็นหนี้ของจำเลยที่ 1 โอนมายังจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วหรือไม่ เห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุน 12 บริษัท ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2541 กำหนดให้โอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดของบริษัทเงินทุน 12 บริษัท รวมทั้งจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 และให้โอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 2 แก่จำเลยที่ 3 ในหนังสือสัญญาโอนสินทรัพย์และหนี้สินที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2542 ระบุว่า ให้โอนสินทรัพย์และหนี้สินของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 และให้โอนสินทรัพย์และหนี้สินของจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยสัญญากำหนดว่า หนี้สิน ได้แก่ เงินฝาก เงินกู้ยืม ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายเจ้าหนี้สามัญอื่น ๆ จึงเห็นได้ว่าตามประกาศกระทรวงการคลังมีผลให้หนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 1 โอนไปเป็นของจำเลยที่ 2 และหนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 2 ซึ่งรวมทั้งหนี้สินที่รับโอนมาจากจำเลยที่ 1 โอนตกเป็นของจำเลยที่ 3 หนี้ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสองตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ซึ่งถือว่าเป็นหนี้สามัญ ตามความหมายของคำว่า หนี้สิน ในสัญญาดังกล่าวย่อมโอนไปเป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ จำเลยที่ 3 แต่ผู้เดียวต้องรับผิดในหนี้ข้างต้นแก่โจทก์ทั้งสองนับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไป ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสองดังกล่าวยังไม่โอนไปเป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ข้อสองว่า สิทธิของโจทก์ทั้งสองที่จะได้รับค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ.2535 ไม่ใช้บังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 ที่โจทก์ทั้งสองต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 91 ดังกล่าว กำหนดให้เจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ต่อเมื่อลูกหนี้ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อันมีความหมายชัดแจ้งว่าบุคคลที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนั้นต้องมีลักษณะเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงจะมีหน้าที่ต้องยื่นขอรับชำระหนี้ เมื่อปรากฏว่าหนี้ในเงินต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสองข้างต้นได้โอนไปยังจำเลยที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2545 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในลักษณะเป็นลูกหนี้ของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองย่อมไม่มีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 ที่จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด การที่โจทก์ทั้งสองไม่นำหนี้ดังกล่าวมายื่นขอรับชำระต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิในการได้รับชำระหนี้ดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ข้อสามว่า สิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของโจทก์ทั้งสองมีอายุความ 10 ปี คดีไม่ขาดอายุความ นั้น เห็นว่า สิทธิของลูกจ้างในค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 45 ถือเป็นสินจ้าง จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) หาใช่ 10 ปี ไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งสองอาจบังคับสิทธิเรียกร้องในค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2541 อันเป็นวันเลิกจ้าง แต่โจทก์ทั้งสองฟ้องเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2548 ซึ่งเกินกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้อง คดีเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงขาดอายุความ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าชดเชย 1,106,640 บาทและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 264,364 บาท แก่โจทก์ที่ 1 กับค่าชดเชย1,266,480 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 302,548 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2541 จนกว่าชำระเสร็จตามลำดับให้แก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (อนันต์ ชุมวิสูตร-ดิเรก อิงคนินันท์-นิพนธ์ ใจสำราญ) ศาลแรงงานกลาง - นายชวลิต ธรรมฤาชุ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.172/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ5983/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ5896/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
520461
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายชวลิต ธรรมฤาชุ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081987486"
    }
}
date
2555
deka_no
2964/2555
deka_running_no
2964
deka_year
2555
department
แรงงาน
judges
[
    "อนันต์ ชุมวิสูตร",
    "ดิเรก อิงคนินันท์",
    "นิพนธ์ ใจสำราญ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/34 (9)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 91"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางปิยพร โพธิทัต กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเงินทุนธนสยาม (มหาชน) จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1,432,484 บาท กับดอกเบี้ย 770,892.25 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,432,484 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1,611,244 บาท กับดอกเบี้ย 867,092.06 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,611,244 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ขาดนัดทั้งสองสำนวน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งสองสำนวนให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อแรกว่า สิทธิของโจทก์ทั้งสองที่จะได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง ซึ่งเป็นหนี้ของจำเลยที่ 1 โอนมายังจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วหรือไม่ เห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุน 12 บริษัท ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2541 กำหนดให้โอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดของบริษัทเงินทุน 12 บริษัท รวมทั้งจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 และให้โอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 2 แก่จำเลยที่ 3 ในหนังสือสัญญาโอนสินทรัพย์และหนี้สินที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2542 ระบุว่า ให้โอนสินทรัพย์และหนี้สินของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 และให้โอนสินทรัพย์และหนี้สินของจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยสัญญากำหนดว่า หนี้สิน ได้แก่ เงินฝาก เงินกู้ยืม ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายเจ้าหนี้สามัญอื่น ๆ จึงเห็นได้ว่าตามประกาศกระทรวงการคลังมีผลให้หนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 1 โอนไปเป็นของจำเลยที่ 2 และหนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 2 ซึ่งรวมทั้งหนี้สินที่รับโอนมาจากจำเลยที่ 1 โอนตกเป็นของจำเลยที่ 3 หนี้ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสองตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ซึ่งถือว่าเป็นหนี้สามัญ ตามความหมายของคำว่า หนี้สิน ในสัญญาดังกล่าวย่อมโอนไปเป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ จำเลยที่ 3 แต่ผู้เดียวต้องรับผิดในหนี้ข้างต้นแก่โจทก์ทั้งสองนับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไป ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสองดังกล่าวยังไม่โอนไปเป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ข้อสองว่า สิทธิของโจทก์ทั้งสองที่จะได้รับค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ.2535 ไม่ใช้บังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 ที่โจทก์ทั้งสองต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 91 ดังกล่าว กำหนดให้เจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ต่อเมื่อลูกหนี้ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อันมีความหมายชัดแจ้งว่าบุคคลที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนั้นต้องมีลักษณะเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงจะมีหน้าที่ต้องยื่นขอรับชำระหนี้ เมื่อปรากฏว่าหนี้ในเงินต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสองข้างต้นได้โอนไปยังจำเลยที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2545 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในลักษณะเป็นลูกหนี้ของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองย่อมไม่มีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 ที่จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด การที่โจทก์ทั้งสองไม่นำหนี้ดังกล่าวมายื่นขอรับชำระต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิในการได้รับชำระหนี้ดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ข้อสามว่า สิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของโจทก์ทั้งสองมีอายุความ 10 ปี คดีไม่ขาดอายุความ นั้น เห็นว่า สิทธิของลูกจ้างในค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 45 ถือเป็นสินจ้าง จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) หาใช่ 10 ปี ไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งสองอาจบังคับสิทธิเรียกร้องในค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2541 อันเป็นวันเลิกจ้าง แต่โจทก์ทั้งสองฟ้องเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2548 ซึ่งเกินกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้อง คดีเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงขาดอายุความ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าชดเชย 1,106,640 บาทและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 264,364 บาท แก่โจทก์ที่ 1 กับค่าชดเชย1,266,480 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 302,548 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2541 จนกว่าชำระเสร็จตามลำดับให้แก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
พ5983/2548
primary_red_case_no
พ5896/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000424.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.172/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2963 -
year
2555