คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 869/2555 ฉบับเต็ม

#520470
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 869/2555 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี โจทก์ นายวิษณุ พรแก้ว จำเลย ป.อ. มาตรา 339, มาตรา 80 จำเลยใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายว่าอย่าส่งเสียงและให้ส่งของมีค่าให้ เมื่อผู้เสียหายส่งกระเป๋าสะพายให้และพูดว่า จะเอาอะไรก็เอาไปขอบัตรประจำตัวประชาชนไว้ จำเลยค้นกระเป๋าสะพายแล้วเห็นว่าไม่มีของมีค่าจึงส่งกระเป๋าสะพายคืนให้ และคลำที่คอผู้เสียหายเพื่อหาสร้อยคอ ผู้เสียหายบอกจำเลยว่าไม่มีของมีค่าติดตัวมา จำเลยจึงปล่อยตัวผู้เสียหายแล้วเดินหนีไป แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ประสงค์จะแย่งเอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปเป็นของตน เพียงแต่ต้องการค้นหาของมีค่าในกระเป๋าสะพายเท่านั้น มิฉะนั้นเมื่อจำเลยได้กระเป๋าสะพายแล้วก็ต้องหลบหนีไปทันทีโดยไม่ต้องเปิดดูและคืนกระเป๋าสะพายให้ผู้เสียหาย ดังนั้น เมื่อจำเลยยังไม่ได้ของมีค่าตรงตามเจตนาของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นการชิงทรัพย์สำเร็จ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 339, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและมีดของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครอง พาอาวุธปืนและมีดติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาชิงทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้อาวุธปืน จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ที่ถูก มาตรา 90) จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 15 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี 12 เดือน ริบอาวุธปืนและมีดของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธปืน (ที่ถูก ฐานพยายามชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้อาวุธปืน) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี และมาตรา 80 จำคุก 10 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 5 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายให้ส่งของมีค่าแก่ตน ผู้เสียหายส่งกระเป๋าสะพายซึ่งมีเงิน 70 บาท ให้คนร้ายดูแล้วส่งคืนให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนดังกล่าวกับมีด 1 เล่ม ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายให้ส่งของมีค่าแก่ตนหรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายให้ส่งของมีค่าแก่ตน ที่จำเลยนำสืบในทำนองว่า จำเลยผ่านไปบริเวณที่ถูกจับโดยบังเอิญ และถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายจนต้องให้การรับสารภาพนั้น จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ปากเดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ที่จำเลยอ้างว่า หากจำเลยเป็นคนร้ายจริงย่อมต้องหลบหนีไปแล้วไม่น่าจะถูกจับได้อย่างรวดเร็วเป็นเรื่องผิดวิสัยนั้น เมื่อได้ความว่าหลังเกิดเหตุผู้เสียหายรีบไปแจ้งความและเจ้าพนักงานตำรวจก็ออกติดตามคนร้ายทันที การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้อย่างรวดเร็วจึงไม่เป็นเรื่องผิดวิสัย ส่วนเหตุผลอื่นที่จำเลยอ้างในฎีกานอกจากนี้เป็นเรื่องปลีกย่อยไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายให้ส่งของมีค่าแก่ตนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการชิงทรัพย์สำเร็จหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายว่าอย่าส่งเสียงและให้ส่งของมีค่าให้ เมื่อผู้เสียหายส่งกระเป๋าสะพายให้จำเลยและพูดว่าจะเอาอะไรก็เอาไปขอบัตรประจำตัวประชาชนไว้ จำเลยค้นกระเป๋าสะพายแล้วเห็นว่าไม่มีของมีค่าจึงส่งกระเป๋าสะพายคืนให้ และคลำที่คอผู้เสียหายเพื่อหาสร้อยคอ ผู้เสียหายบอกจำเลยว่าไม่มีของมีค่าติดตัวมา จำเลยจึงปล่อยตัวผู้เสียหายแล้วเดินหนีไป แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ประสงค์จะแย่งเอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปเป็นของตน เพียงแต่ต้องการค้นหาของมีค่าในกระเป๋าสะพายเท่านั้น มิฉะนั้นเมื่อจำเลยได้กระเป๋าสะพายแล้วก็ต้องหลบหนีไปทันทีโดยไม่ต้องเปิดดูและคืนกระเป๋าสะพายให้ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นการชิงทรัพย์สำเร็จ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษในความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนให้จำเลยหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยยกขึ้นอุทธรณ์แล้วแต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางพยายามชิงทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของสุจริตชนและสังคมถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยอ้างความจำเป็นเรื่องครอบครัวยังไม่มีเหตุผลเพียงพอ ที่จะรอการลงโทษในความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนให้จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (อาวุธ ปั้นปรีชา-วีระชาติ เอี่ยมประไพ-สมชาย พันธุมะโอภาส) ศาลจังหวัดมีนบุรี - นางสาวภัชดา เหลืองวิลัย ศาลอุทธรณ์ - นายปกรณ์ วงศาโรจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1762/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ6905/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4682/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
520470
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมีนบุรี",
        "judge": "นางสาวภัชดา เหลืองวิลัย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายปกรณ์ วงศาโรจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081987939"
    }
}
date
2555
deka_no
869/2555
deka_running_no
869
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "อาวุธ ปั้นปรีชา",
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "สมชาย พันธุมะโอภาส"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 339",
            "ม. 80"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิษณุ พรแก้ว"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 339, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและมีดของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครอง พาอาวุธปืนและมีดติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาชิงทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้อาวุธปืน จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ที่ถูก มาตรา 90) จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 15 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี 12 เดือน ริบอาวุธปืนและมีดของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธปืน (ที่ถูก ฐานพยายามชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้อาวุธปืน) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี และมาตรา 80 จำคุก 10 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 5 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายให้ส่งของมีค่าแก่ตน ผู้เสียหายส่งกระเป๋าสะพายซึ่งมีเงิน 70 บาท ให้คนร้ายดูแล้วส่งคืนให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนดังกล่าวกับมีด 1 เล่ม ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายให้ส่งของมีค่าแก่ตนหรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายให้ส่งของมีค่าแก่ตน ที่จำเลยนำสืบในทำนองว่า จำเลยผ่านไปบริเวณที่ถูกจับโดยบังเอิญ และถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายจนต้องให้การรับสารภาพนั้น จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ปากเดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ที่จำเลยอ้างว่า หากจำเลยเป็นคนร้ายจริงย่อมต้องหลบหนีไปแล้วไม่น่าจะถูกจับได้อย่างรวดเร็วเป็นเรื่องผิดวิสัยนั้น เมื่อได้ความว่าหลังเกิดเหตุผู้เสียหายรีบไปแจ้งความและเจ้าพนักงานตำรวจก็ออกติดตามคนร้ายทันที การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้อย่างรวดเร็วจึงไม่เป็นเรื่องผิดวิสัย ส่วนเหตุผลอื่นที่จำเลยอ้างในฎีกานอกจากนี้เป็นเรื่องปลีกย่อยไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายให้ส่งของมีค่าแก่ตนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการชิงทรัพย์สำเร็จหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายว่าอย่าส่งเสียงและให้ส่งของมีค่าให้ เมื่อผู้เสียหายส่งกระเป๋าสะพายให้จำเลยและพูดว่าจะเอาอะไรก็เอาไปขอบัตรประจำตัวประชาชนไว้ จำเลยค้นกระเป๋าสะพายแล้วเห็นว่าไม่มีของมีค่าจึงส่งกระเป๋าสะพายคืนให้ และคลำที่คอผู้เสียหายเพื่อหาสร้อยคอ ผู้เสียหายบอกจำเลยว่าไม่มีของมีค่าติดตัวมา จำเลยจึงปล่อยตัวผู้เสียหายแล้วเดินหนีไป แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ประสงค์จะแย่งเอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปเป็นของตน เพียงแต่ต้องการค้นหาของมีค่าในกระเป๋าสะพายเท่านั้น มิฉะนั้นเมื่อจำเลยได้กระเป๋าสะพายแล้วก็ต้องหลบหนีไปทันทีโดยไม่ต้องเปิดดูและคืนกระเป๋าสะพายให้ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นการชิงทรัพย์สำเร็จ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษในความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนให้จำเลยหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยยกขึ้นอุทธรณ์แล้วแต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางพยายามชิงทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของสุจริตชนและสังคมถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยอ้างความจำเป็นเรื่องครอบครัวยังไม่มีเหตุผลเพียงพอ ที่จะรอการลงโทษในความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนให้จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
อ6905/2546
primary_red_case_no
อ4682/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000428.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1762/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555