คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9243/2554 ฉบับเต็ม

#520472
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9243/2554 พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม โจทก์ นายพนมเทียน ชมดง กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 138, มาตรา 140 ป.วิ.อ. มาตรา 195, มาตรา 225 ขณะเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา สิบตำรวจเอก ว. กับพวกมิได้แต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจ เข้าทำการตรวจค้นจับกุม ส. เป็นการตรวจค้นจับกุมในยามค่ำคืน บุคคลทั่วไปย่อมเกรงว่าผู้ที่เข้าตรวจค้นจับกุมเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจริงหรือไม่ ทั้งข้อหาที่ ส. กระทำความผิดก็เพียงมีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดไม่ร้ายแรงนัก สิบตำรวจเอก ว. กับพวกมิได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจโดยแสดงบัตรประจำตัวให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดู การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงแต่ร่วมกันใช้กำลังผลักดันและกระชากแขนเจ้าพนักงานตำรวจเพียงเพื่อต้องการปกป้อง ส. ซึ่งเป็นน้องชายจำเลยที่ 1 ตามสมควร ไม่มีเจตนาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ จึงไม่ได้กระทำความผิด เมื่อคดีฟังว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้กระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงไม่อาจเป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปตาม ป.อ. มาตรา 140 วรรคแรก คงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสองประกอบ มาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 138, 140 นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1472/2544 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง สิบตำรวจเอกวีระและสิบตำรวจตรีวีระพงษ์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบรบือกับพวกร่วมกันจับกุมนายสกุลเพชรซึ่งนอนอยู่บนเตียงผ้าใบ โดยเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมนายสกุลเพชรทุกคนมิได้แต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยทั้งสามได้เข้าไปในที่เกิดเหตุระหว่างที่เจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ขณะเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจผู้เข้าตรวจค้นและจับกุมนายสกุลเพชรทุกคนแต่งกายนอกเครื่องแบบ การเข้าตรวจค้นจับกุมบุคคลในยามค่ำคืนเช่นนี้บุคคลทั่วไปย่อมเกรงว่าผู้ที่เข้าตรวจค้นจับกุมเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจริงหรือไม่ โดยบุคคลอื่นอาจแอบอ้างเป็นเจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ นอกจากนั้นการตรวจค้นสิ่งของผิดกฎหมายในที่ซึ่งแสงสว่างไม่เพียงพอ อาจเกรงว่าจะถูกกลั่นแกล้งจากผู้ตรวจค้นได้โดยง่าย เจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจค้นจับกุมย่อมต้องแสดงตัวและทำการตรวจค้นอย่างเปิดเผยยิ่งกว่าการปฏิบัติในสถานการณ์ปกติทั่วไป เพื่อให้ผู้ที่ถูกตรวจค้นและผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ระแวงสงสัยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าว ข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานตำรวจรู้จักนายสกุลเพชรดี ขณะเกิดเหตุพยานกับพวกเข้าทำการตรวจค้นจับกุมนายสกุลเพชรโดยกระทำการตรวจค้นในที่ที่มีแสงสว่างน้อยต้องใช้ไฟฉายช่วยส่องสว่าง แสดงว่าพยานกับพวกเข้าตรวจค้นจับกุมอย่างฉับพลันทันใดในเวลาฉุกละหุก ขณะตรวจค้นจับกุมนายสกุลเพชรอยู่นั้นเชื่อว่าพยานกับพวกมิได้แสดงตัวว่าพยานกับพวกเป็นเจ้าพนักงานตำรวจโดยแสดงบัตรประจำตัวให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดู การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าขัดขวางไม่ให้สิบตำรวจเอกวีระและสิบตำรวจตรีวีระพงษ์กับพวกซึ่งมิได้แต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานกระทำต่อนายสกุลเพชรซึ่งเป็นน้องชายของจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 พบเห็น ย่อมกระทำได้ตามสมควรเพื่อปกป้องนายสกุลเพชรจากภยันตรายหรือการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าใจ ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้เท้าถีบเจ้าพนักงานตำรวจที่เข้าจับกุมนายสกุลเพชรด้วยนั้น คำเบิกความของพยานโจทก์ปากสิบตำรวจตรีวีระพงษ์และสิบตำรวจเอกวีระแตกต่างกันรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้เท้าถีบสิบตำรวจตรีวีระพงษ์หรือเจ้าพนักงานตำรวจคนใดบ้าง ได้ความว่า ในที่เกิดเหตุมีประชาชนมุงดูเหตุการณ์หลายคน หากสิบตำรวจตรีวีระพงษ์ถูกบุคคลใช้เท้าถีบจริง อาจจะเป็นบุคคลอื่นซึ่งพยานโจทก์ไม่ได้สังเกตเห็นก็ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงแต่ร่วมกันใช้กำลังผลักดันและกระชากแขนเจ้าพนักงานตำรวจโดยมิได้ใช้เท้าถีบ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวเพียงเพื่อต้องการปกป้องนายสกุลเพชรซึ่งเป็นน้องชายจำเลยที่ 1 ตามสมควร จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมิได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น อนึ่ง เมื่อคดีฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงไม่อาจเป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคแรก คงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ให้จำคุก 3 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 (วรพจน์ วิไลชนม์-วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์-ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา) ศาลจังหวัดมหาสารคาม - นายอุตสาห์ ทองโคตร ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1932/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2614/2540 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3100/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
520472
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมหาสารคาม",
        "judge": "นายอุตสาห์ ทองโคตร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988850"
    }
}
date
2554
deka_no
9243/2554
deka_running_no
9243
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "วรพจน์ วิไลชนม์",
    "วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์",
    "ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 138",
            "ม. 140"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพนมเทียน ชมดง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 138, 140 นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1472/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 6 เดือน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง สิบตำรวจเอกวีระและสิบตำรวจตรีวีระพงษ์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบรบือกับพวกร่วมกันจับกุมนายสกุลเพชรซึ่งนอนอยู่บนเตียงผ้าใบ โดยเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมนายสกุลเพชรทุกคนมิได้แต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยทั้งสามได้เข้าไปในที่เกิดเหตุระหว่างที่เจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ขณะเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจผู้เข้าตรวจค้นและจับกุมนายสกุลเพชรทุกคนแต่งกายนอกเครื่องแบบ การเข้าตรวจค้นจับกุมบุคคลในยามค่ำคืนเช่นนี้บุคคลทั่วไปย่อมเกรงว่าผู้ที่เข้าตรวจค้นจับกุมเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจริงหรือไม่ โดยบุคคลอื่นอาจแอบอ้างเป็นเจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ นอกจากนั้นการตรวจค้นสิ่งของผิดกฎหมายในที่ซึ่งแสงสว่างไม่เพียงพอ อาจเกรงว่าจะถูกกลั่นแกล้งจากผู้ตรวจค้นได้โดยง่าย เจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจค้นจับกุมย่อมต้องแสดงตัวและทำการตรวจค้นอย่างเปิดเผยยิ่งกว่าการปฏิบัติในสถานการณ์ปกติทั่วไป เพื่อให้ผู้ที่ถูกตรวจค้นและผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ระแวงสงสัยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าว ข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานตำรวจรู้จักนายสกุลเพชรดี ขณะเกิดเหตุพยานกับพวกเข้าทำการตรวจค้นจับกุมนายสกุลเพชรโดยกระทำการตรวจค้นในที่ที่มีแสงสว่างน้อยต้องใช้ไฟฉายช่วยส่องสว่าง แสดงว่าพยานกับพวกเข้าตรวจค้นจับกุมอย่างฉับพลันทันใดในเวลาฉุกละหุก ขณะตรวจค้นจับกุมนายสกุลเพชรอยู่นั้นเชื่อว่าพยานกับพวกมิได้แสดงตัวว่าพยานกับพวกเป็นเจ้าพนักงานตำรวจโดยแสดงบัตรประจำตัวให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดู การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าขัดขวางไม่ให้สิบตำรวจเอกวีระและสิบตำรวจตรีวีระพงษ์กับพวกซึ่งมิได้แต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานกระทำต่อนายสกุลเพชรซึ่งเป็นน้องชายของจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 พบเห็น ย่อมกระทำได้ตามสมควรเพื่อปกป้องนายสกุลเพชรจากภยันตรายหรือการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าใจ ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้เท้าถีบเจ้าพนักงานตำรวจที่เข้าจับกุมนายสกุลเพชรด้วยนั้น คำเบิกความของพยานโจทก์ปากสิบตำรวจตรีวีระพงษ์และสิบตำรวจเอกวีระแตกต่างกันรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้เท้าถีบสิบตำรวจตรีวีระพงษ์หรือเจ้าพนักงานตำรวจคนใดบ้าง ได้ความว่า ในที่เกิดเหตุมีประชาชนมุงดูเหตุการณ์หลายคน หากสิบตำรวจตรีวีระพงษ์ถูกบุคคลใช้เท้าถีบจริง อาจจะเป็นบุคคลอื่นซึ่งพยานโจทก์ไม่ได้สังเกตเห็นก็ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงแต่ร่วมกันใช้กำลังผลักดันและกระชากแขนเจ้าพนักงานตำรวจโดยมิได้ใช้เท้าถีบ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวเพียงเพื่อต้องการปกป้องนายสกุลเพชรซึ่งเป็นน้องชายจำเลยที่ 1 ตามสมควร จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมิได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อคดีฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงไม่อาจเป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคแรก คงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ให้จำคุก 3 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2614/2540
primary_red_case_no
อ3100/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000436.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1932/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554