คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3724/2555 ฉบับเต็ม

#520590
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3724/2555 บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทเฮเบอิ ชิปปิ้ง จำกัด หรือบริษัทเฮเบอิ ซันไลท์ ชิปปิ้ง จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์รับประกันภัยสินค้าจากผู้เอาประกันภัยโดยกำหนดทุนประกันภัยไว้สูงกว่าราคาสินค้าโดยรวมเอาค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพิ่มเข้าไปอีกร้อยละ 10 รวมเป็นร้อยละ 110 ของราคาสินค้านั้น แม้จะเป็นการชอบด้วยหลักการรับประกันภัยทางทะเลซึ่งมีผลให้การคิดค่าสินไหมทดแทนที่ต้องชำระแก่ผู้เอาประกันภัยจะคิดจากจำนวนเงินทุนประกันภัยที่โจทก์รับประกันภัยไว้ แต่กรณีดังกล่าวเป็นการรับประกันภัยและการคิดค่าสินไหมทดแทนที่ผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายแก่ผู้เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัยเท่านั้น จำเลยมิใช่คู่สัญญาจึงไม่มีความผูกพันหรือความรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยดังกล่าว จำเลยเป็นเพียงผู้ขนส่งตามสัญญาขนส่งสินค้าตามฟ้องเท่านั้น ซึ่งหากสินค้าที่ขนส่งเสียหายหรือสูญหายในระหว่างการขนส่งที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยแล้ว จำเลยก็ต้องรับผิดต่อคู่สัญญาขนส่งหรือผู้รับตราส่งหรือผู้ที่มีสิทธิรับสินค้าตามใบตราส่ง อันเป็นความรับผิดตามสัญญาขนส่งต่างหาก คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างถึงเหตุที่จำเลยต้องรับผิดต่อบริษัท ก. ผู้ซื้อสินค้าและรับสินค้าจากจำเลยผู้ขนส่งเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าที่ขนส่ง และบริษัท ก. ได้เอาประกันภัยสินค้าไว้กับโจทก์ และโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัท ก. ผู้เอาประกันภัยนั้นไป โจทก์จึงรับช่วงสิทธิของบริษัท ก. มาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาขนส่ง โดยจำเลยในฐานะผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเป็นผลจากการที่ของหรือสินค้าที่จำเลยได้รับมอบจากผู้ส่งของเสียหายตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และเมื่อเป็นกรณีที่ถือว่าสินค้าตามฟ้องเสียหายโดยสิ้นเชิงทั้งหมดตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โดยสินค้าทั้งหมดมีราคาซีเอฟอาร์ โดยผู้ขายได้คิดค่าขนส่งมายังท่าเรือกรุงเทพรวมเข้าเป็นราคาดังกล่าวไว้แล้ว ย่อมถือได้ว่าความเสียหายของสินค้ามีจำนวนมากที่สุดเพียงเท่านั้น เมื่อหักราคาขายซากสินค้า จึงคงเหลือค่าเสียหายของสินค้าที่แท้จริง ที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,244,708.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,242,554.09 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,164,974.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นจำนวนเงินเท่าใด โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยทางทะเลซึ่งสามารถรับประกันภัยโดยกำหนดทุนประกันภัยจากราคาสินค้ารวมกับค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมเป็นร้อยละ 110 ของราคาสินค้า ซึ่งโจทก์รับประกันภัยในคดีนี้ตามวิธีการดังกล่าว ดังนั้นในการคิดค่าเสียหายจะนำจำนวนเงินตามจำนวนทุนประกันภัยมาลบด้วยราคาที่มีผู้เสนอซื้อซากสินค้าสูงสุด และหักออกด้วยจำนวนเงินค่าเสียหายที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเองในอัตราร้อยละ 1 คิดเป็นเงิน 503,965.19 บาท จึงเป็นค่าเสียหายจำนวน 5,242,554.09 บาท เพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว เพราะความเสียหายที่แท้จริงที่คิดโดยการทำความสะอาดเอาสนิมออกจากสินค้าจะต้องใช้จ่ายเป็นเงินสูงถึง 6,626,296 บาท มากกว่าจำนวนเงินที่โจทก์คิดค่าสินไหมทดแทนและชดใช้แก่ผู้เอาประกันภัย จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 5,242,554.09 บาท ตามฟ้อง เห็นว่า การที่โจทก์รับประกันภัยสินค้าจากผู้เอาประกันภัยโดยกำหนดทุนประกันภัยไว้สูงกว่าราคาสินค้าโดยรวมเอาค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มเข้าไปอีกร้อยละ 10 รวมเป็นร้อยละ 110 ของราคาสินค้านั้น แม้จะเป็นการชอบด้วยหลักการรับประกันภัยทางทะเลซึ่งมีผลให้การคิดค่าสินไหมทดแทนที่ต้องชำระแก่ผู้เอาประกันภัยจะคิดจากจำนวนเงินทุนประกันภัยที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ตามวิธีการที่โจทก์คิดคำนวณไว้ตามฟ้องดังที่โจทก์อุทธรณ์มาก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวเป็นกรณีการรับประกันภัยและการคิดค่าสินไหมทดแทนที่ผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายแก่ผู้เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัยเท่านั้น โดยจำเลยมิใช่คู่สัญญานี้จึงไม่ได้มีความผูกพันหรือความรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยดังกล่าวแต่อย่างใด หากแต่จำเลยเป็นผู้ขนส่งตามสัญญาขนส่งสินค้าตามฟ้องเท่านั้น ซึ่งหากสินค้าที่ขนส่งเสียหายหรือสูญหายในระหว่างการขนส่งที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยแล้ว จำเลยก็ต้องรับผิดต่อคู่สัญญาขนส่งหรือผู้รับตราส่งหรือผู้ที่มีสิทธิรับสินค้าตามใบตราส่งอันเป็นความรับผิดตามสัญญาขนส่งต่างหาก และคดีนี้โจทก์ก็กล่าวอ้างถึงเหตุที่จำเลยต้องรับผิดต่อบริษัทกรุงเทพเหล็กกล้า จำกัด ผู้ซื้อสินค้าและรับสินค้าจากจำเลยผู้ขนส่ง เพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าที่ขนส่ง ซึ่งเป็นความรับผิดตามสัญญาขนส่งเพียงแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยได้เพราะบริษัทผู้ซื้อที่มีสิทธิรับสินค้านั้นได้เอาประกันภัยสินค้าไว้กับโจทก์ และโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทผู้เอาประกันภัยนั้นไป จึงรับช่วงสิทธิของบริษัทดังกล่าวนั้นมาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลย ดังนี้สิทธิที่โจทก์รับช่วงสิทธิมาดังกล่าวก็ย่อมเป็นสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาขนส่งตามที่บริษัทกรุงเทพเหล็กกล้า จำกัด มีต่อจำเลย โดยจำเลยในฐานะผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเป็นผลจากการที่ของหรือสินค้าที่จำเลยได้รับมอบจากผู้ส่งของเสียหาย ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และเมื่อเป็นกรณีที่ถือว่าสินค้าตามฟ้องเสียหายโดยสิ้นเชิงทั้งหมดตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โดยสินค้าทั้งหมดมีราคาซีเอฟอาร์โดยผู้ขายได้คิดค่าขนส่งมายังท่าเรือกรุงเทพรวมเข้าเป็นราคาดังกล่าวไว้แล้ว ตามรายละเอียดในใบกำกับสินค้าทั้งสามฉบับรวมเป็นเงิน 1,103,443.51 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 45,814,974.50 บาท ย่อมถือได้ว่าความเสียหายของสินค้ามีจำนวนมากที่สุดเพียงจำนวนเงินดังกล่าวนี้เท่านั้น แต่เมื่อมีการขายซากสินค้าได้ 44,650,000 บาท จึงคงเหลือค่าเสียหายของสินค้าที่แท้จริงเพียง 1,164,974.50 บาท โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดได้เป็นเงินจำนวนดังกล่าวตามสิทธิเรียกร้องที่โจทก์ได้รับช่วงสิทธิมาจากบริษัทกรุงเทพเหล็กกล้า จำกัด ดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 1,164,974.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร-อร่าม เสนามนตรี-ปริญญา ดีผดุง) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายทวีชัย เจริญบัณฑิต แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ทก.(ค)162/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น กค178/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น กค227/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
520590
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง",
        "judge": "นายทวีชัย เจริญบัณฑิต"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081987367"
    }
}
date
2555
deka_no
3724/2555
deka_running_no
3724
deka_year
2555
department
ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
judges
[
    "ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร",
    "อร่าม เสนามนตรี",
    "ปริญญา ดีผดุง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 880 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 39 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทเฮเบอิ ชิปปิ้ง จำกัด หรือบริษัทเฮเบอิ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ซันไลท์ ชิปปิ้ง จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,244,708.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,242,554.09 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,164,974.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นจำนวนเงินเท่าใด โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยทางทะเลซึ่งสามารถรับประกันภัยโดยกำหนดทุนประกันภัยจากราคาสินค้ารวมกับค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมเป็นร้อยละ 110 ของราคาสินค้า ซึ่งโจทก์รับประกันภัยในคดีนี้ตามวิธีการดังกล่าว ดังนั้นในการคิดค่าเสียหายจะนำจำนวนเงินตามจำนวนทุนประกันภัยมาลบด้วยราคาที่มีผู้เสนอซื้อซากสินค้าสูงสุด และหักออกด้วยจำนวนเงินค่าเสียหายที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเองในอัตราร้อยละ 1 คิดเป็นเงิน 503,965.19 บาท จึงเป็นค่าเสียหายจำนวน 5,242,554.09 บาท เพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว เพราะความเสียหายที่แท้จริงที่คิดโดยการทำความสะอาดเอาสนิมออกจากสินค้าจะต้องใช้จ่ายเป็นเงินสูงถึง 6,626,296 บาท มากกว่าจำนวนเงินที่โจทก์คิดค่าสินไหมทดแทนและชดใช้แก่ผู้เอาประกันภัย จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 5,242,554.09 บาท ตามฟ้อง เห็นว่า การที่โจทก์รับประกันภัยสินค้าจากผู้เอาประกันภัยโดยกำหนดทุนประกันภัยไว้สูงกว่าราคาสินค้าโดยรวมเอาค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มเข้าไปอีกร้อยละ 10 รวมเป็นร้อยละ 110 ของราคาสินค้านั้น แม้จะเป็นการชอบด้วยหลักการรับประกันภัยทางทะเลซึ่งมีผลให้การคิดค่าสินไหมทดแทนที่ต้องชำระแก่ผู้เอาประกันภัยจะคิดจากจำนวนเงินทุนประกันภัยที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ตามวิธีการที่โจทก์คิดคำนวณไว้ตามฟ้องดังที่โจทก์อุทธรณ์มาก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวเป็นกรณีการรับประกันภัยและการคิดค่าสินไหมทดแทนที่ผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายแก่ผู้เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัยเท่านั้น โดยจำเลยมิใช่คู่สัญญานี้จึงไม่ได้มีความผูกพันหรือความรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยดังกล่าวแต่อย่างใด หากแต่จำเลยเป็นผู้ขนส่งตามสัญญาขนส่งสินค้าตามฟ้องเท่านั้น ซึ่งหากสินค้าที่ขนส่งเสียหายหรือสูญหายในระหว่างการขนส่งที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยแล้ว จำเลยก็ต้องรับผิดต่อคู่สัญญาขนส่งหรือผู้รับตราส่งหรือผู้ที่มีสิทธิรับสินค้าตามใบตราส่งอันเป็นความรับผิดตามสัญญาขนส่งต่างหาก และคดีนี้โจทก์ก็กล่าวอ้างถึงเหตุที่จำเลยต้องรับผิดต่อบริษัทกรุงเทพเหล็กกล้า จำกัด ผู้ซื้อสินค้าและรับสินค้าจากจำเลยผู้ขนส่ง เพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าที่ขนส่ง ซึ่งเป็นความรับผิดตามสัญญาขนส่งเพียงแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยได้เพราะบริษัทผู้ซื้อที่มีสิทธิรับสินค้านั้นได้เอาประกันภัยสินค้าไว้กับโจทก์ และโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทผู้เอาประกันภัยนั้นไป จึงรับช่วงสิทธิของบริษัทดังกล่าวนั้นมาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลย ดังนี้สิทธิที่โจทก์รับช่วงสิทธิมาดังกล่าวก็ย่อมเป็นสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาขนส่งตามที่บริษัทกรุงเทพเหล็กกล้า จำกัด มีต่อจำเลย โดยจำเลยในฐานะผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเป็นผลจากการที่ของหรือสินค้าที่จำเลยได้รับมอบจากผู้ส่งของเสียหาย ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และเมื่อเป็นกรณีที่ถือว่าสินค้าตามฟ้องเสียหายโดยสิ้นเชิงทั้งหมดตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โดยสินค้าทั้งหมดมีราคาซีเอฟอาร์โดยผู้ขายได้คิดค่าขนส่งมายังท่าเรือกรุงเทพรวมเข้าเป็นราคาดังกล่าวไว้แล้ว ตามรายละเอียดในใบกำกับสินค้าทั้งสามฉบับรวมเป็นเงิน 1,103,443.51 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 45,814,974.50 บาท ย่อมถือได้ว่าความเสียหายของสินค้ามีจำนวนมากที่สุดเพียงจำนวนเงินดังกล่าวนี้เท่านั้น แต่เมื่อมีการขายซากสินค้าได้ 44,650,000 บาท จึงคงเหลือค่าเสียหายของสินค้าที่แท้จริงเพียง 1,164,974.50 บาท โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดได้เป็นเงินจำนวนดังกล่าวตามสิทธิเรียกร้องที่โจทก์ได้รับช่วงสิทธิมาจากบริษัทกรุงเทพเหล็กกล้า จำกัด ดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 1,164,974.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
กค178/2547
primary_red_case_no
กค227/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000423.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ทก.(ค)162/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555