คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4850/2555 ฉบับเต็ม

#521388
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4850/2555 การสื่อสารแห่งประเทศไทย โจทก์ บริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 420 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์หรือโต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาเรื่องอายุความจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามสัญญาบริการโทรศัพท์แสดงให้เห็นว่า ในกรณีที่มีผู้ขอใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศจะต้องมีการตรวจสอบชื่อและหลักฐานของผู้ขอใช้บริการ เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านและสถานที่ติดตั้ง ดังที่มีการระบุรายการเช่นนั้นไว้ในเอกสารดังกล่าว จำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารที่ใช้ในการทำสัญญาบริการโทรศัพท์เป็นเหตุให้มีการอนุมัติให้ใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และในที่สุดไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้บริการรายนี้ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความเสียหายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 409,566.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 306,265.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 306,265.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545) ต้องไม่เกิน 103,300.60 บาท ตามคำขอของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์หรือโต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาเรื่องอายุความจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามสัญญาบริการโทรศัพท์แสดงให้เห็นว่า ในกรณีที่มีผู้ขอใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ จะต้องมีการตรวจสอบชื่อและหลักฐานของผู้ขอใช้บริการ เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสถานที่ติดตั้ง ดังที่มีการระบุรายการเช่นนั้นไว้ในเอกสารดังกล่าว ในข้อนี้โจทก์มี นายสุพจน์ พนักงานตำแหน่งนิติกร 6 ของโจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบให้รอบคอบว่านายสถาปัตย์เป็นผู้ขอใช้บริการโทรศัพท์จริงหรือไม่ อีกทั้งนางสาวนันทา และนายบุญเชาว์ พยานจำเลยที่ 1 ก็เบิกความเจือสมว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องในการขอใช้บริการโทรศัพท์ทุกราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีการมอบอำนาจให้มาทำสัญญาบริการโทรศัพท์แทนนั้นจะต้องมีการตรวจสอบต้นฉบับบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านด้วย แต่ปรากฏว่านายทิพมลเพียงแต่นำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของนายสถาปัตย์ กับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายทิพมลมาแสดงประกอบหนังสือมอบอำนาจเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบต้นฉบับเอกสารดังกล่าวจากนายทิพมลที่อ้างว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจากนายสถาปัตย์ นอกจากนี้หากมีการตรวจสอบว่านายทิพมลเป็นผู้รับมอบอำนาจที่แท้จริงแล้ว ก็ย่อมจะต้องให้นายทิพมลลงลายมือชื่อในสัญญาบริการโทรศัพท์ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจ เพราะเมื่อมีการมอบอำนาจแล้วก็เท่ากับว่านายสถาปัตย์ไม่ได้เป็นผู้มาทำสัญญาเอง แต่สัญญาดังกล่าวกลับมีการระบุชื่อนายสถาปัตย์และมีการลงลายมือชื่อนายสถาปัตย์ ซึ่งเป็นข้อพิรุธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของนายสถาปัตย์ล้วนแต่ระบุว่า นายสถาปัตย์มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 1788/398 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร แต่ในหนังสือมอบอำนาจ และสัญญาบริการโทรศัพท์ กลับระบุว่า นายสถาปัตย์อยู่ที่บ้านเลขที่ 41 หมู่ที่ 7 ตำบลบางพรม อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม โดยอ้างเป็นสถานที่ติดตั้งสำหรับการใช้บริการโทรศัพท์และสถานที่ส่งใบแจ้งหนี้ ซึ่งไม่ตรงต่อความเป็นจริง แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารที่ใช้ในการทำสัญญาบริการโทรศัพท์ เป็นเหตุให้มีการอนุมัติให้ใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และในที่สุดไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้บริการรายนี้ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 อันเป็น การทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สุทธิโชค เทพไตรรัตน์-ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-นพพร โพธิรังสิยากร) ศาลแพ่ง - นางสาวศรีวิมล ถิระบัญชาศักดิ์ ศาลอุทธรณ์ - นายพิชัย เพ็งผ่อง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2530/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ5316/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3753/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
521388
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางสาวศรีวิมล ถิระบัญชาศักดิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายพิชัย เพ็งผ่อง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081987023"
    }
}
date
2555
deka_no
4850/2555
deka_running_no
4850
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์",
    "ศรีอัมพร ศาลิคุปต์",
    "นพพร โพธิรังสิยากร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 420"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "การสื่อสารแห่งประเทศไทย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 409,566.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 306,265.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 306,265.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545) ต้องไม่เกิน 103,300.60 บาท ตามคำขอของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์หรือโต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาเรื่องอายุความจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ตามสัญญาบริการโทรศัพท์แสดงให้เห็นว่า ในกรณีที่มีผู้ขอใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ จะต้องมีการตรวจสอบชื่อและหลักฐานของผู้ขอใช้บริการ เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสถานที่ติดตั้ง ดังที่มีการระบุรายการเช่นนั้นไว้ในเอกสารดังกล่าว ในข้อนี้โจทก์มี นายสุพจน์ พนักงานตำแหน่งนิติกร 6 ของโจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบให้รอบคอบว่านายสถาปัตย์เป็นผู้ขอใช้บริการโทรศัพท์จริงหรือไม่ อีกทั้งนางสาวนันทา และนายบุญเชาว์ พยานจำเลยที่ 1 ก็เบิกความเจือสมว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องในการขอใช้บริการโทรศัพท์ทุกราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีการมอบอำนาจให้มาทำสัญญาบริการโทรศัพท์แทนนั้นจะต้องมีการตรวจสอบต้นฉบับบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านด้วย แต่ปรากฏว่านายทิพมลเพียงแต่นำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของนายสถาปัตย์ กับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายทิพมลมาแสดงประกอบหนังสือมอบอำนาจเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบต้นฉบับเอกสารดังกล่าวจากนายทิพมลที่อ้างว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจากนายสถาปัตย์ นอกจากนี้หากมีการตรวจสอบว่านายทิพมลเป็นผู้รับมอบอำนาจที่แท้จริงแล้ว ก็ย่อมจะต้องให้นายทิพมลลงลายมือชื่อในสัญญาบริการโทรศัพท์ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจ เพราะเมื่อมีการมอบอำนาจแล้วก็เท่ากับว่านายสถาปัตย์ไม่ได้เป็นผู้มาทำสัญญาเอง แต่สัญญาดังกล่าวกลับมีการระบุชื่อนายสถาปัตย์และมีการลงลายมือชื่อนายสถาปัตย์ ซึ่งเป็นข้อพิรุธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของนายสถาปัตย์ล้วนแต่ระบุว่า นายสถาปัตย์มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 1788/398 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร แต่ในหนังสือมอบอำนาจ และสัญญาบริการโทรศัพท์ กลับระบุว่า นายสถาปัตย์อยู่ที่บ้านเลขที่ 41 หมู่ที่ 7 ตำบลบางพรม อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม โดยอ้างเป็นสถานที่ติดตั้งสำหรับการใช้บริการโทรศัพท์และสถานที่ส่งใบแจ้งหนี้ ซึ่งไม่ตรงต่อความเป็นจริง แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารที่ใช้ในการทำสัญญาบริการโทรศัพท์ เป็นเหตุให้มีการอนุมัติให้ใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และในที่สุดไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้บริการรายนี้ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 อันเป็น การทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ5316/2545
primary_red_case_no
พ3753/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000420.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2530/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555