คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1055/2555 ฉบับเต็ม

#521407
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1055/2555 พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์ นายถนอม มิ่งวงศ์หรือมิ่งวงษ์ โจทก์ร่วม นายชาคร กุลพรุก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (1), มาตรา 19 (3), มาตรา 19 วรรคสอง, มาตรา 19 วรรคสาม, มาตรา 140, มาตรา 141, มาตรา 142 ป.อ. มาตรา 319 การพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา 319 กฎหมายมุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล มิใช่ตัวผู้เยาว์ผู้ถูกพราก เพื่อมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือปริยาย ทั้งกฎหมายไม่ได้จำกัดคำว่าพรากไปโดยวิธีการอย่างใดและไม่ว่าผู้เยาว์เป็นฝ่ายออกไปจากบ้านเองหรือมีผู้ชักนำก็ย่อมเป็นความผิด จำเลยเป็นผู้แจ้งแก่ผู้เยาว์ขณะอยู่กับโจทก์ร่วมที่จังหวัดอุบลราชธานีว่า หาที่พักได้แล้วที่ เอส.ที.แมนชั่น ผู้เยาว์จึงหนีออกจากบ้านของโจทก์ร่วมเดินทางไปหาจำเลยที่กรุงเทพมหานคร ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยกระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่จังหวัดอุบลราชธานีแล้ว จำเลยไม่ต้องเดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานีด้วยตนเอง ผู้เยาว์เดินทางออกจากจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี เมื่อผู้เยาว์เดินทางมาถึงสถานีรถไฟดอนเมืองซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง จากนั้นจำเลยพาผู้เยาว์ไปที่ เอส.ที.แมนชั่น เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง เมื่อผู้เยาว์เดินทางไปในหลายท้องที่ต่างกันจึงเป็นกรณีไม่แน่ว่าการกระทำความผิดได้กระทำในท้องที่ใดระหว่างหลายท้องที่และเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (1), (3) และวรรคสอง ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีอันเป็นท้องที่ที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนและเมื่อโจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีซึ่งเป็นท้องที่ที่พบการกระทำความผิดอยู่ก่อนจึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามมาตรา 19 วรรคสาม (ข) มีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 140, 141 และ 142 ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายถนอม บิดาของนางสาว ป. ผู้เยาว์ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า นางสาว ป. ผู้เยาว์ เกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2526 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ร่วมกับนางประไพ ขณะเกิดเหตุอยู่ในความปกครองของโจทก์ร่วมโดยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 547/2 หมู่ที่ 18 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 ผู้เยาว์หนีออกจากบ้านที่จังหวัดอุบลราชธานีโดยนั่งรถไฟไปพบจำเลยที่สถานีรถไฟดอนเมือง กรุงเทพมหานคร จากนั้นจำเลยพาผู้เยาว์ไปพักที่เอส.ที.แมนชั่น ห้องที่ 112 ซอยลาดพร้าว 80/2 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โจทก์ร่วมทราบว่าผู้เยาว์ไปพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่สถานที่ดังกล่าว เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2543 จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน 2543 โจทก์ร่วมและนางประไพได้พาเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลางไปจับกุมจำเลยได้ขณะอยู่ในห้องพักดังกล่าวกับผู้เยาว์และแจ้งข้อหาว่าพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีมีอำนาจสอบสวนและสั่งฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า การพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 กฎหมายมุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล มิใช่ตัวผู้เยาว์ผู้ถูกพราก เพื่อมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือปริยาย ทั้งกฎหมายไม่ได้จำกัดคำว่าพรากไปโดยวิธีการอย่างใดและไม่ว่าผู้เยาว์เป็นฝ่ายออกไปจากบ้านเองหรือมีผู้ชักนำก็ย่อมเป็นความผิด จำเลยเป็นผู้แจ้งแก่ผู้เยาว์ขณะอยู่กับโจทก์ร่วมที่จังหวัดอุบลราชธานีว่า หาที่พักได้แล้วที่เอส.ที.แมนชั่น ผู้เยาว์จึงหนีออกจากบ้านของโจทก์ร่วมเดินทางไปหาจำเลยที่กรุงเทพมหานคร ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยกระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่จังหวัดอุบลราชธานีแล้ว จำเลยไม่ต้องเดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานีด้วยตนเอง ผู้เยาว์เดินทางออกจากจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี เมื่อผู้เยาว์เดินทางมาถึงสถานีรถไฟดอนเมืองซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง จากนั้นจำเลยพาผู้เยาว์ไปที่เอส.ที.แมนชั่น ซอยลาดพร้าว 80/2 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง เมื่อผู้เยาว์เดินทางไปในหลายท้องที่ต่างกันจึงเป็นกรณีไม่แน่ว่าการกระทำความผิดได้กระทำในท้องที่ใดระหว่างหลายท้องที่และเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (1), (3) และวรรคสอง ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีอันเป็นท้องที่ที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวน ส่วนอำนาจสรุปสำนวนและสั่งฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีซึ่งเป็นท้องที่ที่พบการกระทำความผิดอยู่ก่อนจึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามมาตรา 19 วรรคสาม (ข) มีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140, 141 และ 142 ได้ ที่จำเลยฎีกาว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีไม่มีอำนาจสอบสวนและสั่งฟ้องนั้น จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ นั้น ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แม้ศาลชั้นต้นจะได้พิจารณาคดีมาจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้วก็ตามแต่ศาลฎีกาก็ยังไม่สมควรที่จะวินิจฉัยไปเสียทีเดียว หากแต่เห็นสมควรที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาตามลำดับชั้นของศาล ทั้งนี้เพราะคดีอาจถูกจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาได้ พิพากษายืน (ชัยยุทธ ศรีจำนงค์-อนันต์ ชุมวิสูตร-สมชาติ ธัญญาวินิชกุล) ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายพิมุข เพชรชัด ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายอาวุธ ปั้นปรีชา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1922/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2709/2543 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3077/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
521407
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุบลราชธานี",
        "judge": "นายพิมุข เพชรชัด"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายอาวุธ ปั้นปรีชา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081987929"
    }
}
date
2555
deka_no
1055/2555
deka_running_no
1055
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์",
    "อนันต์ ชุมวิสูตร",
    "สมชาติ ธัญญาวินิชกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 19 วรรคหนึ่ง (1)",
            "ม. 19 (3)",
            "ม. 19 วรรคสอง",
            "ม. 19 วรรคสาม",
            "ม. 140",
            "ม. 141",
            "ม. 142"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 319"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายถนอม มิ่งวงศ์หรือมิ่งวงษ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชาคร กุลพรุก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายถนอม บิดาของนางสาว ป. ผู้เยาว์ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า นางสาว ป. ผู้เยาว์ เกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2526 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ร่วมกับนางประไพ ขณะเกิดเหตุอยู่ในความปกครองของโจทก์ร่วมโดยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 547/2 หมู่ที่ 18 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 ผู้เยาว์หนีออกจากบ้านที่จังหวัดอุบลราชธานีโดยนั่งรถไฟไปพบจำเลยที่สถานีรถไฟดอนเมือง กรุงเทพมหานคร จากนั้นจำเลยพาผู้เยาว์ไปพักที่เอส.ที.แมนชั่น ห้องที่ 112 ซอยลาดพร้าว 80/2 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โจทก์ร่วมทราบว่าผู้เยาว์ไปพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่สถานที่ดังกล่าว เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2543 จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน 2543 โจทก์ร่วมและนางประไพได้พาเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลางไปจับกุมจำเลยได้ขณะอยู่ในห้องพักดังกล่าวกับผู้เยาว์และแจ้งข้อหาว่าพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีมีอำนาจสอบสวนและสั่งฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า การพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 กฎหมายมุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล มิใช่ตัวผู้เยาว์ผู้ถูกพราก เพื่อมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือปริยาย ทั้งกฎหมายไม่ได้จำกัดคำว่าพรากไปโดยวิธีการอย่างใดและไม่ว่าผู้เยาว์เป็นฝ่ายออกไปจากบ้านเองหรือมีผู้ชักนำก็ย่อมเป็นความผิด จำเลยเป็นผู้แจ้งแก่ผู้เยาว์ขณะอยู่กับโจทก์ร่วมที่จังหวัดอุบลราชธานีว่า หาที่พักได้แล้วที่เอส.ที.แมนชั่น ผู้เยาว์จึงหนีออกจากบ้านของโจทก์ร่วมเดินทางไปหาจำเลยที่กรุงเทพมหานคร ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยกระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่จังหวัดอุบลราชธานีแล้ว จำเลยไม่ต้องเดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานีด้วยตนเอง ผู้เยาว์เดินทางออกจากจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี เมื่อผู้เยาว์เดินทางมาถึงสถานีรถไฟดอนเมืองซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง จากนั้นจำเลยพาผู้เยาว์ไปที่เอส.ที.แมนชั่น ซอยลาดพร้าว 80/2 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง เมื่อผู้เยาว์เดินทางไปในหลายท้องที่ต่างกันจึงเป็นกรณีไม่แน่ว่าการกระทำความผิดได้กระทำในท้องที่ใดระหว่างหลายท้องที่และเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (1), (3) และวรรคสอง ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีอันเป็นท้องที่ที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวน ส่วนอำนาจสรุปสำนวนและสั่งฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีซึ่งเป็นท้องที่ที่พบการกระทำความผิดอยู่ก่อนจึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามมาตรา 19 วรรคสาม (ข) มีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140, 141 และ 142 ได้ ที่จำเลยฎีกาว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานีไม่มีอำนาจสอบสวนและสั่งฟ้องนั้น จึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ นั้น ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แม้ศาลชั้นต้นจะได้พิจารณาคดีมาจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้วก็ตามแต่ศาลฎีกาก็ยังไม่สมควรที่จะวินิจฉัยไปเสียทีเดียว หากแต่เห็นสมควรที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาตามลำดับชั้นของศาล ทั้งนี้เพราะคดีอาจถูกจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาได้

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2709/2543
primary_red_case_no
อ3077/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000428.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1922/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555