คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4275/2555 ฉบับเต็ม

#521435
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4275/2555 พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก โจทก์ นางหลำ แก้วมี โจทก์ร่วม นายน้อย ศรีทรง กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 43, มาตรา 47 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 บัญญัติให้ในคดีฉ้อโกง ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่เมื่อคำขอส่วนแพ่งเป็นคำขอที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์ฟ้อง ดังนั้น อำนาจของพนักงานอัยการที่จะว่ากล่าวเกี่ยวกับคำขอส่วนแพ่งยังคงมีต่อไป และศาลต้องวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยทั้งสามต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดหรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าพนักงานอัยการไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนกลุ่มผู้เสียหายรวมทั้งโจทก์ร่วม และไม่วินิจฉัยในคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการไม่ชอบ การฎีกาในปัญหาใด ๆ ต่อศาลฎีกานั้นย่อมเป็นเรื่องเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละคน แม้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาข้าวเปลือกแก่ผู้เสียหายรวม 81 คน แต่ราคาข้าวเปลือกของผู้เสียหายที่โจทก์ขอมาแต่ละคนต่างแยกต่างหากจากกัน ดังนั้น โจทก์ร่วมย่อมเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะสิทธิเรียกราคาข้าวเปลือกในส่วนของตนเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ฎีกาโจทก์ร่วมย่อมฎีกาได้เฉพาะส่วนของตน จะฎีกาแทนโจทก์หรือผู้เสียหายคนอื่นมิได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343, 83, 91 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาข้าวเปลือกเป็นเงิน 2,395,856 บาท ให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 81 คน จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางหลำ ผู้เสียหายที่ 10 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่ผู้เสียหายจำนวน 78 ราย (ปรากฏตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น) (คำขออื่นให้ยก) จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายทั้ง 78 ราย ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันประกอบกิจการรับซื้อข้าวเปลือก ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2541 จำเลยทั้งสามได้รับซื้อข้าวเปลือกจากกลุ่มผู้เสียหาย และได้ชำระค่าข้าวเปลือกให้ผู้เสียหายบางคนเพียงบางส่วน แล้วไม่ชำระส่วนที่เหลือ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาข้าวเปลือกแก่ผู้เสียหายทั้ง 81 คน รวมเป็นเงิน 2,395,856 บาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง และพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่ให้จำเลยทั้งสามรับผิดชำระราคาข้าวเปลือกแก่ผู้เสียหายรวม 78 คน คู่ความไม่อุทธรณ์ในคดีส่วนอาญา คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานฉ้อโกงจึงเป็นอันยุติ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำขอในคดีส่วนแพ่งมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า พนักงานอัยการมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนโจทก์ร่วมได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติให้ในคดีฉ้อโกง ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย คดีนี้เมื่อพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานฉ้อโกงค่าข้าวเปลือกของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 10 เป็นเงิน 23,865 บาท และขอให้จำเลยทั้งสามคืนหรือชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ร่วมด้วยแล้ว แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนอาญาแต่เมื่อคำขอส่วนแพ่งเป็นคำขอที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์ฟ้อง ดังนั้น อำนาจของพนักงานอัยการที่จะว่ากล่าวเกี่ยวกับคำขอส่วนแพ่งยังคงมีต่อไป และศาลต้องวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยทั้งสามต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าพนักงานอัยการไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนกลุ่มผู้เสียหายรวมทั้งโจทก์ร่วม และไม่วินิจฉัยในคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น สำหรับปัญหาว่าจำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดคืนหรือใช้ราคาข้าวเปลือกแก่โจทก์ร่วมหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณา เห็นว่า ปัญหานี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเบิกความประกอบสำเนาตั๋วชั่งข้าว ยืนยันว่า จำเลยทั้งสามซื้อข้าวเปลือกจากโจทก์ร่วมในราคาเกวียนละ 4,750 บาท รวมเป็นเงิน 23,865 บาท แล้วยังไม่ได้ชำระค่าข้าวเปลือก ส่วนจำเลยทั้งสามไม่ได้นำสืบปฏิเสธเพียงแต่อ้างว่าได้ชำระค่าข้าวเปลือกให้แก่ผู้เสียหายบางรายแล้วแต่จำเลยทั้งสามมีเพียงบิลเงินสดและบันทึก ซึ่งเป็นหลักฐานการชำระเงินค่าข้าวเปลือกให้แก่ผู้เสียหายรายอื่นมาแสดงเท่านั้น จึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามได้ชำระค่าข้าวเปลือกให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว ที่จำเลยทั้งสามอ้างในคำแก้ฎีกาว่าตั๋วชั่งข้าว เป็นเพียงสำเนา จึงต้องห้ามมิให้รับฟังนั้น เห็นว่าแม้ตั๋วชั่งข้าวเอก จะเป็นเพียงสำเนา แต่ในชั้นพิจารณาไม่ปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวไม่ตรงกับต้นฉบับ ทั้งจำเลยทั้งสามมิได้โต้แย้งคัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารนี้ และยังนำสืบรับว่าได้รับซื้อข้าวเปลือกจากกลุ่มผู้เสียหายซึ่งรวมถึงโจทก์ร่วมจริง จึงรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวได้ พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามซื้อข้าวเปลือกจากโจทก์ร่วม และยังค้างชำระค่าข้าวเปลือกแก่โจทก์ร่วมตามฟ้อง จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าข้าวเปลือกแก่โจทก์ร่วม ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ศาลมีคำพิพากษาไปถึงผู้เสียหายคนอื่นในคดีนี้ด้วยนั้น เห็นว่า การฎีกาในปัญหาใด ๆ ต่อศาลฎีกานั้นย่อมเป็นเรื่องเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละคน แม้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาข้าวเปลือกแก่ผู้เสียหายรวม 81 คน แต่ราคาข้าวเปลือกของผู้เสียหายที่โจทก์ขอมาแต่ละคนต่างแยกต่างหากจากกัน ดังนั้น โจทก์ร่วมย่อมเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะสิทธิเรียกราคาข้าวเปลือกในส่วนของตนเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ฎีกาโจทก์ร่วมย่อมฎีกาได้เฉพาะส่วนของตน จะฎีกาแทนโจทก์หรือผู้เสียหายคนอื่นมิได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 23,865 บาทแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 (ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์-สุทธินันท์ เสียมสกุล-สุนันท์ ชัยชูสอน) ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นายเด่นชัย ศรีจุลฮาต ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายวุฒิชัย ไวยภาษ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.7654/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3049/2543 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1253/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
521435
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพิษณุโลก",
        "judge": "นายเด่นชัย ศรีจุลฮาต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายวุฒิชัย ไวยภาษ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081987255"
    }
}
date
2555
deka_no
4275/2555
deka_running_no
4275
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์",
    "สุทธินันท์ เสียมสกุล",
    "สุนันท์ ชัยชูสอน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 43",
            "ม. 47"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางหลำ แก้วมี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายน้อย ศรีทรง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343, 83, 91 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาข้าวเปลือกเป็นเงิน 2,395,856 บาท ให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 81 คน

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางหลำ ผู้เสียหายที่ 10 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่ผู้เสียหายจำนวน 78 ราย (ปรากฏตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น) (คำขออื่นให้ยก)

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายทั้ง 78 ราย ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันประกอบกิจการรับซื้อข้าวเปลือก ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2541 จำเลยทั้งสามได้รับซื้อข้าวเปลือกจากกลุ่มผู้เสียหาย และได้ชำระค่าข้าวเปลือกให้ผู้เสียหายบางคนเพียงบางส่วน แล้วไม่ชำระส่วนที่เหลือ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาข้าวเปลือกแก่ผู้เสียหายทั้ง 81 คน รวมเป็นเงิน 2,395,856 บาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง และพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่ให้จำเลยทั้งสามรับผิดชำระราคาข้าวเปลือกแก่ผู้เสียหายรวม 78 คน คู่ความไม่อุทธรณ์ในคดีส่วนอาญา คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานฉ้อโกงจึงเป็นอันยุติ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำขอในคดีส่วนแพ่งมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า พนักงานอัยการมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนโจทก์ร่วมได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติให้ในคดีฉ้อโกง ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย คดีนี้เมื่อพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานฉ้อโกงค่าข้าวเปลือกของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 10 เป็นเงิน 23,865 บาท และขอให้จำเลยทั้งสามคืนหรือชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ร่วมด้วยแล้ว แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนอาญาแต่เมื่อคำขอส่วนแพ่งเป็นคำขอที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์ฟ้อง ดังนั้น อำนาจของพนักงานอัยการที่จะว่ากล่าวเกี่ยวกับคำขอส่วนแพ่งยังคงมีต่อไป และศาลต้องวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยทั้งสามต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าพนักงานอัยการไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนกลุ่มผู้เสียหายรวมทั้งโจทก์ร่วม และไม่วินิจฉัยในคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น สำหรับปัญหาว่าจำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดคืนหรือใช้ราคาข้าวเปลือกแก่โจทก์ร่วมหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณา เห็นว่า ปัญหานี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเบิกความประกอบสำเนาตั๋วชั่งข้าว ยืนยันว่า จำเลยทั้งสามซื้อข้าวเปลือกจากโจทก์ร่วมในราคาเกวียนละ 4,750 บาท รวมเป็นเงิน 23,865 บาท แล้วยังไม่ได้ชำระค่าข้าวเปลือก ส่วนจำเลยทั้งสามไม่ได้นำสืบปฏิเสธเพียงแต่อ้างว่าได้ชำระค่าข้าวเปลือกให้แก่ผู้เสียหายบางรายแล้วแต่จำเลยทั้งสามมีเพียงบิลเงินสดและบันทึก ซึ่งเป็นหลักฐานการชำระเงินค่าข้าวเปลือกให้แก่ผู้เสียหายรายอื่นมาแสดงเท่านั้น จึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามได้ชำระค่าข้าวเปลือกให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว ที่จำเลยทั้งสามอ้างในคำแก้ฎีกาว่าตั๋วชั่งข้าว เป็นเพียงสำเนา จึงต้องห้ามมิให้รับฟังนั้น เห็นว่าแม้ตั๋วชั่งข้าวเอก จะเป็นเพียงสำเนา แต่ในชั้นพิจารณาไม่ปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวไม่ตรงกับต้นฉบับ ทั้งจำเลยทั้งสามมิได้โต้แย้งคัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารนี้ และยังนำสืบรับว่าได้รับซื้อข้าวเปลือกจากกลุ่มผู้เสียหายซึ่งรวมถึงโจทก์ร่วมจริง จึงรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวได้ พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามซื้อข้าวเปลือกจากโจทก์ร่วม และยังค้างชำระค่าข้าวเปลือกแก่โจทก์ร่วมตามฟ้อง จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าข้าวเปลือกแก่โจทก์ร่วม ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ศาลมีคำพิพากษาไปถึงผู้เสียหายคนอื่นในคดีนี้ด้วยนั้น เห็นว่า การฎีกาในปัญหาใด ๆ ต่อศาลฎีกานั้นย่อมเป็นเรื่องเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละคน แม้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาข้าวเปลือกแก่ผู้เสียหายรวม 81 คน แต่ราคาข้าวเปลือกของผู้เสียหายที่โจทก์ขอมาแต่ละคนต่างแยกต่างหากจากกัน ดังนั้น โจทก์ร่วมย่อมเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะสิทธิเรียกราคาข้าวเปลือกในส่วนของตนเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ฎีกาโจทก์ร่วมย่อมฎีกาได้เฉพาะส่วนของตน จะฎีกาแทนโจทก์หรือผู้เสียหายคนอื่นมิได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 23,865 บาทแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3049/2543
primary_red_case_no
อ1253/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000422.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.7654/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555