คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11069/2554 ฉบับเต็ม

#521447
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11069/2554 ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายกังวาน ลีชัยสิทธิ์ ในฐานะส่วนตัว และในฐานะทายาทโดยธรรมของ นางสมถวิล ลีชัยสิทธิ์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 698 ป.วิ.พ. มาตรา 271 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จ. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องผ่อนชำระหนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2537 โจทก์จะขอบังคับคดีได้หลังวันที่ 31 กรกฎาคม 2537 ไปแล้ว กำหนดเวลา 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ย่อมเริ่มนับแต่วันที่โจทก์อาจขอดำเนินการบังคับคดีได้ คือวันที่ 1 สิงหาคม 2537 เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนดภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 แม้ปรากฏว่า จ. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 เป็นผลให้แตกต่างไปจากคำพิพากษาตามยอมก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงข้อตกลงนอกศาลของคู่ความในชั้นบังคับคดีไม่อาจส่งผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาและกำหนดเวลาของการบังคับคดีแต่อย่างใด อีกทั้งกำหนดเวลาของการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ไม่ใช่อายุความ ดังนี้การที่โจทก์ไปยึดทรัพย์ของลูกหนี้มาชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 จึงไม่ทำให้กำหนดเวลาบังคับคดีสะดุดหยุดลงหรือขยายออกไปได้อีก โจทก์มีสิทธิบังคับคดีสำหรับหนี้ตามคำพิพากษาที่ยังค้างของ จ. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาภายในกำหนด 10 ปี คือภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 และเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวโจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะบังคับเอากับ จ. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาอีกต่อไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 จำเลยทั้งสองและ ส. ในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 698 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ 113,521,435.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงิน 37,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังว่า นายจรัส เป็นลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) 37,000,000 บาท จากการขายลดเช็คและตั๋วเงิน ต่อมานายจรัสผิดนัดชำระหนี้ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ฟ้องนายจรัสเป็นคดีที่ศาลแพ่ง ต่อมาศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาตามยอมให้นายจรัสชำระเงินแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นวกิจ จำกัด (มหาชน) 44,352,876.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 37,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยตกลงจะชำระให้เสร็จภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2537 หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองรวม 3 แปลง ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นต่อไป ปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม แต่เมื่อครบกำหนดแล้วนายจรัสไม่สามารถชำระหนี้ได้และนายจรัสได้ขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 ต่อมานางสมถวิลและจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) โดยนางสมถวิลกับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันและจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน ครั้นวันที่ 16 กรกฎาคม 2540 นางสมถวิลถึงแก่ความตาย โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรม ต่อมาโจทก์รับโอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องของจำเลยในคดีนี้มาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาโอนสินทรัพย์และหนี้สิน และโจทก์ได้ยึดที่ดินอันเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินมาชำระหนี้บางส่วน แต่ไม่ได้บังคับคดีนายจรัสซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาภายในกำหนดเวลา 10 ปี มีประเด็นวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า จำเลยทั้งสองและจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางสมถวิลซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ นายจรัสลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องผ่อนชำระหนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2537 ดังนี้ โจทก์จะขอบังคับคดีได้หลังวันที่ 31 กรกฎาคม 2537 ไปแล้ว กำหนดเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ย่อมเริ่มนับแต่วันที่โจทก์อาจขอดำเนินการบังคับคดีได้ คือวันที่ 1 สิงหาคม 2537 เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนดภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 แม้ปรากฏว่านายจรัสลูกหนี้ตามคำพิพากษาขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 เป็นผลให้แตกต่างไปจากคำพิพากษาตามยอมก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงข้อตกลงนอกศาลของคู่ความในชั้นบังคับคดี ไม่อาจส่งผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาและกำหนดเวลาของการบังคับคดีแต่อย่างใด อีกทั้งกำหนดเวลาของการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ไม่ใช่อายุความ ดังนี้ การที่โจทก์ไปยึดทรัพย์ของลูกหนี้มาชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 จึงไม่ทำให้กำหนดเวลาบังคับคดีสะดุดหยุดลงหรือขยายออกไปได้อีก โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีสำหรับหนี้ตามคำพิพากษาที่ยังค้างของนายจรัสลูกหนี้ตามคำพิพากษาภายในกำหนด 10 ปี คือภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 และเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวโจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะบังคับเอากับนายจรัสลูกหนี้ตามคำพิพากษาอีกต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จำเลยทั้งสองและนางสมถวิลในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า แม้นายจรัสลูกหนี้ตามคำพิพากษาหลุดพ้นความรับผิด แต่จำเลยทั้งสองและนางสมถวิลในฐานะผู้ค้ำประกันไม่หลุดพ้นความรับผิดไปด้วยเพราะบุคคลทั้งสามมีข้อสัญญาพิเศษยอมรับผิดเกินกว่าความรับผิดของลูกหนี้ชั้นต้นและอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1785/2505 มาด้วย พิเคราะห์สัญญาค้ำประกันแล้ว ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันให้สัญญาเพียงว่า หากลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือกระทำการใดๆ เป็นเหตุให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับการชำระหนี้ หรือลูกหนี้ล้มละลาย หรือตาย หรือกลายเป็นบุคคลผู้ไร้ความสามารถ หรือสาบสูญ หรือไปเสียจากถิ่นที่อยู่ หรือหาตัวไม่พบ หรือมีกรณีอื่นใดอันกระทำให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน ผู้ค้ำประกันยอมเข้ารับผิดร่วมกับลูกหนี้ในอันที่จะต้องชำระหนี้นั้นทันที ไม่ปรากฏข้อตกลงหรือสัญญาพิเศษให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดหนักกว่าหรือเกินไปกว่าความรับผิดของลูกหนี้ดังที่โจทก์อ้างแต่ประการใด ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมานั้นก็มีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองและนางสมถวิลมีลักษณะเป็นข้อสัญญาพิเศษจึงฟังไม่ขึ้น และที่โจทก์ยกข้ออ้างเป็นประการสุดท้ายว่า โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสองและนางสมถวิลในวันที่ 28 มิถุนายน 2548 อันเป็นการฟ้องภายในกำหนดอายุความ 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ เห็นว่า แม้อายุความในการฟ้องร้องผู้ค้ำประกันจะมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ก็ตาม แต่เหตุที่จำเลยทั้งสองและนางสมถวิลผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์มิใช่เป็นเพราะฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แต่เป็นเพราะโจทก์มิได้บังคับคดีให้ลูกหนี้ชั้นต้นชำระหนี้จนพ้นกำหนดเวลาบังคับคดี โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะบังคับเอากับลูกหนี้ชั้นต้นอีกต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จำเลยทั้งสองและนางสมถวิลผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดตามไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 จึงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เป็นการชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (นพวรรณ อินทรัมพรรย์-ไชยยงค์ คงจันทร์-ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์) ศาลแพ่ง - นายอำนาจ โชติชะวารานนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1411/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1685/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3363/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
521447
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายอำนาจ โชติชะวารานนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988382"
    }
}
date
2554
deka_no
11069/2554
deka_running_no
11069
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "นพวรรณ อินทรัมพรรย์",
    "ไชยยงค์ คงจันทร์",
    "ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 698"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 271"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายกังวาน ลีชัยสิทธิ์ ในฐานะส่วนตัว"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "และในฐานะทายาทโดยธรรมของ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสมถวิล ลีชัยสิทธิ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ 113,521,435.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงิน 37,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังว่า นายจรัส เป็นลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) 37,000,000 บาท จากการขายลดเช็คและตั๋วเงิน ต่อมานายจรัสผิดนัดชำระหนี้ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ฟ้องนายจรัสเป็นคดีที่ศาลแพ่ง ต่อมาศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาตามยอมให้นายจรัสชำระเงินแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นวกิจ จำกัด (มหาชน) 44,352,876.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 37,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยตกลงจะชำระให้เสร็จภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2537 หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองรวม 3 แปลง ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นต่อไป ปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม แต่เมื่อครบกำหนดแล้วนายจรัสไม่สามารถชำระหนี้ได้และนายจรัสได้ขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 ต่อมานางสมถวิลและจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) โดยนางสมถวิลกับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันและจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน ครั้นวันที่ 16 กรกฎาคม 2540 นางสมถวิลถึงแก่ความตาย โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรม ต่อมาโจทก์รับโอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องของจำเลยในคดีนี้มาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาโอนสินทรัพย์และหนี้สิน และโจทก์ได้ยึดที่ดินอันเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินมาชำระหนี้บางส่วน แต่ไม่ได้บังคับคดีนายจรัสซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาภายในกำหนดเวลา 10 ปี

มีประเด็นวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า จำเลยทั้งสองและจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางสมถวิลซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ นายจรัสลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องผ่อนชำระหนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2537 ดังนี้ โจทก์จะขอบังคับคดีได้หลังวันที่ 31 กรกฎาคม 2537 ไปแล้ว กำหนดเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ย่อมเริ่มนับแต่วันที่โจทก์อาจขอดำเนินการบังคับคดีได้ คือวันที่ 1 สิงหาคม 2537 เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนดภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 แม้ปรากฏว่านายจรัสลูกหนี้ตามคำพิพากษาขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 เป็นผลให้แตกต่างไปจากคำพิพากษาตามยอมก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงข้อตกลงนอกศาลของคู่ความในชั้นบังคับคดี ไม่อาจส่งผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาและกำหนดเวลาของการบังคับคดีแต่อย่างใด อีกทั้งกำหนดเวลาของการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ไม่ใช่อายุความ ดังนี้ การที่โจทก์ไปยึดทรัพย์ของลูกหนี้มาชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 จึงไม่ทำให้กำหนดเวลาบังคับคดีสะดุดหยุดลงหรือขยายออกไปได้อีก โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีสำหรับหนี้ตามคำพิพากษาที่ยังค้างของนายจรัสลูกหนี้ตามคำพิพากษาภายในกำหนด 10 ปี คือภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 และเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวโจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะบังคับเอากับนายจรัสลูกหนี้ตามคำพิพากษาอีกต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จำเลยทั้งสองและนางสมถวิลในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า แม้นายจรัสลูกหนี้ตามคำพิพากษาหลุดพ้นความรับผิด แต่จำเลยทั้งสองและนางสมถวิลในฐานะผู้ค้ำประกันไม่หลุดพ้นความรับผิดไปด้วยเพราะบุคคลทั้งสามมีข้อสัญญาพิเศษยอมรับผิดเกินกว่าความรับผิดของลูกหนี้ชั้นต้นและอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1785/2505 มาด้วย พิเคราะห์สัญญาค้ำประกันแล้ว ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันให้สัญญาเพียงว่า หากลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือกระทำการใดๆ เป็นเหตุให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับการชำระหนี้ หรือลูกหนี้ล้มละลาย หรือตาย หรือกลายเป็นบุคคลผู้ไร้ความสามารถ หรือสาบสูญ หรือไปเสียจากถิ่นที่อยู่ หรือหาตัวไม่พบ หรือมีกรณีอื่นใดอันกระทำให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน ผู้ค้ำประกันยอมเข้ารับผิดร่วมกับลูกหนี้ในอันที่จะต้องชำระหนี้นั้นทันที ไม่ปรากฏข้อตกลงหรือสัญญาพิเศษให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดหนักกว่าหรือเกินไปกว่าความรับผิดของลูกหนี้ดังที่โจทก์อ้างแต่ประการใด ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมานั้นก็มีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองและนางสมถวิลมีลักษณะเป็นข้อสัญญาพิเศษจึงฟังไม่ขึ้น และที่โจทก์ยกข้ออ้างเป็นประการสุดท้ายว่า โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสองและนางสมถวิลในวันที่ 28 มิถุนายน 2548 อันเป็นการฟ้องภายในกำหนดอายุความ 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ เห็นว่า แม้อายุความในการฟ้องร้องผู้ค้ำประกันจะมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ก็ตาม แต่เหตุที่จำเลยทั้งสองและนางสมถวิลผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์มิใช่เป็นเพราะฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แต่เป็นเพราะโจทก์มิได้บังคับคดีให้ลูกหนี้ชั้นต้นชำระหนี้จนพ้นกำหนดเวลาบังคับคดี โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะบังคับเอากับลูกหนี้ชั้นต้นอีกต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จำเลยทั้งสองและนางสมถวิลผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดตามไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 จึงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เป็นการชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1685/2548
primary_red_case_no
พ3363/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000432.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1411/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554