คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8680/2554 ฉบับเต็ม

#521456
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8680/2554 นายปราโมทย์ ชพานนท์ กับพวก โจทก์ นายประเทือง เปาชม กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 406, มาตรา 419, มาตรา 466 สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสองกำหนดจำนวนเนื้อที่ดินที่ตกลงซื้อกันไว้ด้วย แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองว่า ให้ถือเอาจำนวนเนื้อที่ดินเป็นสาระสำคัญ จึงมิใช่การซื้อขายเหมาแปลง เมื่อจำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินน้อยกว่าที่ตกลงซื้อขายกัน และโจทก์ทั้งสามเลือกรับที่ดินที่จำเลยทั้งสองส่งมอบ โจทก์ทั้งสามจึงต้องชำระราคาค่าที่ดินตามส่วนของที่ดินที่ได้รับมอบเท่านั้น สำหรับเงินค่าที่ดินที่โจทก์ทั้งสามชำระแก่จำเลยทั้งสองเกินส่วนไป แม้จะถือว่าเป็นเงินที่จำเลยทั้งสองได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และจำต้องคืนแก่โจทก์ทั้งสามฐานลาภมิควรได้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกเงินดังกล่าวคืนเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่โจทก์ทั้งสามรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน ฟ้องโจทก์ทั้งสามจึงขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,093,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,196,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสองขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5199 ตำบลบางขุนกอง อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน แก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงิน 15,000,000 บาท ต่อมาทางราชการกรมโยธาธิการเวนคืนที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนเพื่อสร้างถนนเป็นเนื้อที่ดิน 1 ไร่ 3 งาน 86.8 ตารางวา หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องให้สำนักงานที่ดินรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสามจึงทราบว่าจำเลยทั้งสองขายที่ดินให้โจทก์ทั้งสามโดยมีเนื้อที่ดินขาดหายไปจำนวน 119.6 ตารางวา โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกเงินค่าที่ดินที่โจทก์ทั้งสามชำระราคาที่ดินแก่จำเลยทั้งสองเกินไปจากที่ตกลงกันตามสัญญาคืนเป็นคดีนี้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสอง เป็นการซื้อขายโดยกำหนดจำนวนเนื้อที่ดิน 3 ไร่ 3 งาน แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสองว่า การซื้อขายที่ดินถือเอาจำนวนเนื้อที่ดินเป็นสาระสำคัญ จึงมิใช่การเหมาแปลงตามที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ เมื่อจำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินน้อยไปกว่าที่ตกลงซื้อขายกันไว้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น หากว่าได้ระบุจำนวนเนื้อที่ดินทั้งหมดไว้ และผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยหรือมากไปกว่าที่ได้สัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะปัดเสียหรือจะรับเอาไว้ และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก" ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามเลือกรับที่ดินที่จำเลยทั้งสองส่งมอบน้อยไปกว่าที่ตกลงกันไว้ โจทก์ทั้งสามจึงชำระราคาที่ดินได้ตามส่วนของราคาที่ดิน เมื่อโจทก์ทั้งสามชำระเงินค่าที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสองเกินส่วนไปและโจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกเงินค่าที่ดินส่วนที่โจทก์ทั้งสามชำระเกินไปคืน แม้จำเลยทั้งสองไม่อาจอ้างกฎหมายที่จะรับเงินที่ได้รับเกินไปได้โดยชอบและจำต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสามฐานลาภมิควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 406 ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสามรู้ว่าเนื้อที่ดินที่โจทก์ทั้งสามซื้อจากจำเลยทั้งสองขาดหายไป 119.6 ตารางวา ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2546 โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกเงินคืนเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 จึงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์ทั้งสามรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกทรัพย์คืน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการยกข้อกล่าวอ้างขึ้นมาใหม่ เป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์-พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา-ปดารณี ลัดพลี) ศาลชั้นต้น - นายสมนึก สืบวิเศษ ศาลอุทธรณ์ - นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2142/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ5024/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ5605/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
521456
courts
[
    {
        "court": "ศาลชั้นต้น",
        "judge": "นายสมนึก สืบวิเศษ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081989094"
    }
}
date
2554
deka_no
8680/2554
deka_running_no
8680
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์",
    "พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา",
    "ปดารณี ลัดพลี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 406",
            "ม. 419",
            "ม. 466"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายปราโมทย์ ชพานนท์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประเทือง เปาชม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,093,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,196,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสองขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5199 ตำบลบางขุนกอง อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน แก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงิน 15,000,000 บาท ต่อมาทางราชการกรมโยธาธิการเวนคืนที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนเพื่อสร้างถนนเป็นเนื้อที่ดิน 1 ไร่ 3 งาน 86.8 ตารางวา หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องให้สำนักงานที่ดินรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสามจึงทราบว่าจำเลยทั้งสองขายที่ดินให้โจทก์ทั้งสามโดยมีเนื้อที่ดินขาดหายไปจำนวน 119.6 ตารางวา โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกเงินค่าที่ดินที่โจทก์ทั้งสามชำระราคาที่ดินแก่จำเลยทั้งสองเกินไปจากที่ตกลงกันตามสัญญาคืนเป็นคดีนี้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสอง เป็นการซื้อขายโดยกำหนดจำนวนเนื้อที่ดิน 3 ไร่ 3 งาน แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสองว่า การซื้อขายที่ดินถือเอาจำนวนเนื้อที่ดินเป็นสาระสำคัญ จึงมิใช่การเหมาแปลงตามที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ เมื่อจำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินน้อยไปกว่าที่ตกลงซื้อขายกันไว้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น หากว่าได้ระบุจำนวนเนื้อที่ดินทั้งหมดไว้ และผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยหรือมากไปกว่าที่ได้สัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะปัดเสียหรือจะรับเอาไว้ และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก" ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามเลือกรับที่ดินที่จำเลยทั้งสองส่งมอบน้อยไปกว่าที่ตกลงกันไว้ โจทก์ทั้งสามจึงชำระราคาที่ดินได้ตามส่วนของราคาที่ดิน เมื่อโจทก์ทั้งสามชำระเงินค่าที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสองเกินส่วนไปและโจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกเงินค่าที่ดินส่วนที่โจทก์ทั้งสามชำระเกินไปคืน แม้จำเลยทั้งสองไม่อาจอ้างกฎหมายที่จะรับเงินที่ได้รับเกินไปได้โดยชอบและจำต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสามฐานลาภมิควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 406 ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสามรู้ว่าเนื้อที่ดินที่โจทก์ทั้งสามซื้อจากจำเลยทั้งสองขาดหายไป 119.6 ตารางวา ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2546 โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกเงินคืนเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 จึงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์ทั้งสามรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกทรัพย์คืน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการยกข้อกล่าวอ้างขึ้นมาใหม่ เป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ5024/2547
primary_red_case_no
พ5605/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000438.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2142/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554