คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8833/2554 ฉบับเต็ม

#521468
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8833/2554 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายตรัยรัตน์ บุนนาค จำเลย ป.อ. มาตรา 91, มาตรา 269/5, มาตรา 269/7 การที่จำเลยนำบัตรเอ ที เอ็ม ของผู้เสียหายไปใช้เบิกถอนเงินสดและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเพราะจำเลยมีจุดประสงค์ที่จะได้เงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย จำเลยใช้บัตรเอ ที เอ็ม ในเวลาที่ต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาต่อเนื่องกันและจุดมุ่งหมายอันเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินของผู้เสียหาย หาได้มีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกันแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้การกระทำของจำเลยแต่ละครั้งจะเป็นความผิดสำเร็จก็ไม่ทำให้เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 336, 269/5, 269/7 ให้จำเลยคืนหรือใช้ทรัพย์รวม 7 รายการ เป็นเงิน 260,150 บาท แก่ผู้เสียหาย และ บวกโทษจำคุกจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาดังกล่าวเข้ากับโทษในคดีนี้นายนิคม ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 260,150 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษกับให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิด จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคหนึ่ง, 269/5, 269/7 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานวิ่งราวทรัพย์ จำคุก 4 ปี ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยนำไปใช้เบิกถอนเงินสด จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 11 กระทง เป็นจำคุก 37 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 27 ปี 9 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 260,150 บาท คำขออื่นให้ยก ให้ยกคำขอส่วนแพ่งของผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 241,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาวิ่งราวทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยนำบัตรเอ ที เอ็ม ของผู้เสียหายไปใช้เบิกถอนเงินสดและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย เพราะจำเลยมีจุดประสงค์ที่จะได้เงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย ทั้งได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของนางรัชนี พยานโจทก์ว่า จำเลยใช้บัตรเอ ที เอ็ม ในเวลาที่ต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาต่อเนื่องกันและจุดมุ่งหมาย อันเดียวกันเพื่อให้ได้ไปซึ่งเงินของผู้เสียหาย หาได้มีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกันแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้การกระทำของจำเลยแต่ละครั้งจะเป็นความผิดสำเร็จ ก็ไม่ทำให้เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน (โสฬส สุวรรณเนตร์-วีระวัฒน์ ปวราจารย์-ชีพ จุลมนต์) ศาลจังหวัดพระโขนง - นางนฤมล ทาสวัสดิ์ ศาลอุทธรณ์ - นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1306/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3968/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2343/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
521468
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพระโขนง",
        "judge": "นางนฤมล ทาสวัสดิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988975"
    }
}
date
2554
deka_no
8833/2554
deka_running_no
8833
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "โสฬส สุวรรณเนตร์",
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "ชีพ จุลมนต์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91",
            "ม. 269/5",
            "ม. 269/7"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายตรัยรัตน์ บุนนาค"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 336, 269/5, 269/7 ให้จำเลยคืนหรือใช้ทรัพย์รวม 7 รายการ เป็นเงิน 260,150 บาท แก่ผู้เสียหาย และ บวกโทษจำคุกจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาดังกล่าวเข้ากับโทษในคดีนี้นายนิคม ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 260,150 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษกับให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิด จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคหนึ่ง, 269/5, 269/7 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานวิ่งราวทรัพย์ จำคุก 4 ปี ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยนำไปใช้เบิกถอนเงินสด จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 11 กระทง เป็นจำคุก 37 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 27 ปี 9 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 260,150 บาท คำขออื่นให้ยก ให้ยกคำขอส่วนแพ่งของผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 241,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาวิ่งราวทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยนำบัตรเอ ที เอ็ม ของผู้เสียหายไปใช้เบิกถอนเงินสดและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย เพราะจำเลยมีจุดประสงค์ที่จะได้เงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย ทั้งได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของนางรัชนี พยานโจทก์ว่า จำเลยใช้บัตรเอ ที เอ็ม ในเวลาที่ต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาต่อเนื่องกันและจุดมุ่งหมาย อันเดียวกันเพื่อให้ได้ไปซึ่งเงินของผู้เสียหาย หาได้มีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกันแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้การกระทำของจำเลยแต่ละครั้งจะเป็นความผิดสำเร็จ ก็ไม่ทำให้เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3968/2551
primary_red_case_no
อ2343/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000437.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1306/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554