คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8974/2555 ฉบับเต็ม

#521471
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8974/2555 นายทรงธรรม ฑีฆายุ โจทก์ นางนวนุช ฉัตรทอง จำเลย ป.อ. มาตรา 326, มาตรา 329 จำเลยพิพาทสิทธิในที่ดินพิพาทกับ ส. การที่โจทก์เข้าอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยได้รับสิทธิจาก ส. โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิจาก ส. ซึ่งมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิที่ดินพิพาทอยู่เช่นเดิม แม้ข้อโต้แย้งในปี 2541 ระหว่างจำเลยกับ ส. จะได้ข้อยุติตามคำแนะนำของพนักงานสอบสวนให้คู่กรณีดำเนินการในทางแพ่ง แต่เมื่อยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ในการฟ้องคดีแพ่งก็หาได้ทำให้ข้อโต้แย้งถึงสิทธิเหนือที่ดินพิพาทเดิมระงับลงแต่ประการใด ดังนั้น การที่โจทก์เข้าอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของ ส. จึงต้องถือว่าโจทก์ยังโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทกับจำเลยเช่นเดียวกับ ส. การที่จำเลยเข้าแจ้งความเป็นหลักฐานอันเป็นการอ้างสิทธิในที่ดินพิพาทเพื่อดำเนินคดีแก่โจทก์ต่อไป จึงเป็นการใช้สิทธิแห่งตนตามกฎหมายเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 137, 172, 173, 326 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 87 (ที่ถูก มาตรา 56) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเข้าแจ้งความเป็นหลักฐานต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2546 ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยพิพาทสิทธิในที่ดินพิพาทกับนางสมพงษ์ และทราบดีว่านางสมพงษ์สร้างบ้านเลขที่ 74 ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2531 แต่มิได้ดำเนินการทางแพ่งตามที่ลงบันทึกรายงานประจำวันเป็นหลักฐานไว้ กลับเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนซ้ำอีกโดยอ้างว่าเพิ่งทราบว่าโจทก์ปลูกสร้างบ้านเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2546 อันเป็นการนำความเท็จใส่ความโจทก์นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติว่านางสมพงษ์กับจำเลยยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนโดยต่างกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความรับว่า บ้านเลขที่ 74 ปลูกสร้างแบบยกใต้ถุนสูงมาตั้งแต่ปี 2531 โดยมีนายพยุงศักดิ์ เป็นเจ้าบ้านตามสำเนาทะเบียนบ้าน ภายหลังปลูกสร้างประมาณ 3 ปี นางสมพงษ์ยกให้โจทก์เข้าอยู่อาศัย จนกระทั่งในปี 2545 โจทก์จึงย้ายทะเบียนบ้านเข้าเป็นเจ้าบ้านตามสำเนารายการเกี่ยวกับบ้าน และในปี 2546 จึงต่อเติมชั้นล่างโดยมิได้ก่อสร้างขึ้นใหม่ดังที่จำเลยแจ้งความ เห็นว่า การที่โจทก์เข้าอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยได้รับสิทธิจากนางสมพงษ์ โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิจากนางสมพงษ์ซึ่งมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทอยู่เช่นเดิม แม้ข้อโต้แย้งในปี 2531 ระหว่างจำเลยกับนางสมพงษ์จะได้ข้อยุติตามคำแนะนำของพนักงานสอบสวนให้คู่กรณีดำเนินการในทางแพ่ง แต่เมื่อยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ในการฟ้องคดีแพ่ง ก็หาได้ทำให้ข้อโต้แย้งถึงสิทธิเหนือที่ดินพิพาทเดิมระงับลงแต่ประการใด ดังนั้นการที่โจทก์เข้าอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนางสมพงษ์ จึงต้องถือว่าโจทก์ยังโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทกับจำเลยเช่นเดียวกับนางสมพงษ์ การที่จำเลยเข้าแจ้งความเป็นหลักฐานอันเป็นการอ้างสิทธิในที่ดินพิพาทเพื่อดำเนินคดีแก่โจทก์ต่อไป จึงเป็นการใช้สิทธิแห่งตนตามกฎหมายเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-นพพร โพธิรังสิยากร-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์) ศาลจังหวัดปราจีนบุรี - นายวัชรินทร์ สงห้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2080/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1402/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ715/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
521471
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดปราจีนบุรี",
        "judge": "นายวัชรินทร์ สงห้อง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081985887"
    }
}
date
2555
deka_no
8974/2555
deka_running_no
8974
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ศรีอัมพร ศาลิคุปต์",
    "นพพร โพธิรังสิยากร",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 326",
            "ม. 329"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายทรงธรรม ฑีฆายุ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางนวนุช ฉัตรทอง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 137, 172, 173, 326

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 87 (ที่ถูก มาตรา 56) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเข้าแจ้งความเป็นหลักฐานต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2546 ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยพิพาทสิทธิในที่ดินพิพาทกับนางสมพงษ์ และทราบดีว่านางสมพงษ์สร้างบ้านเลขที่ 74 ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2531 แต่มิได้ดำเนินการทางแพ่งตามที่ลงบันทึกรายงานประจำวันเป็นหลักฐานไว้ กลับเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนซ้ำอีกโดยอ้างว่าเพิ่งทราบว่าโจทก์ปลูกสร้างบ้านเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2546 อันเป็นการนำความเท็จใส่ความโจทก์นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติว่านางสมพงษ์กับจำเลยยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนโดยต่างกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความรับว่า บ้านเลขที่ 74 ปลูกสร้างแบบยกใต้ถุนสูงมาตั้งแต่ปี 2531 โดยมีนายพยุงศักดิ์ เป็นเจ้าบ้านตามสำเนาทะเบียนบ้าน ภายหลังปลูกสร้างประมาณ 3 ปี นางสมพงษ์ยกให้โจทก์เข้าอยู่อาศัย จนกระทั่งในปี 2545 โจทก์จึงย้ายทะเบียนบ้านเข้าเป็นเจ้าบ้านตามสำเนารายการเกี่ยวกับบ้าน และในปี 2546 จึงต่อเติมชั้นล่างโดยมิได้ก่อสร้างขึ้นใหม่ดังที่จำเลยแจ้งความ เห็นว่า การที่โจทก์เข้าอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยได้รับสิทธิจากนางสมพงษ์ โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิจากนางสมพงษ์ซึ่งมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทอยู่เช่นเดิม แม้ข้อโต้แย้งในปี 2531 ระหว่างจำเลยกับนางสมพงษ์จะได้ข้อยุติตามคำแนะนำของพนักงานสอบสวนให้คู่กรณีดำเนินการในทางแพ่ง แต่เมื่อยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ในการฟ้องคดีแพ่ง ก็หาได้ทำให้ข้อโต้แย้งถึงสิทธิเหนือที่ดินพิพาทเดิมระงับลงแต่ประการใด ดังนั้นการที่โจทก์เข้าอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนางสมพงษ์ จึงต้องถือว่าโจทก์ยังโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทกับจำเลยเช่นเดียวกับนางสมพงษ์ การที่จำเลยเข้าแจ้งความเป็นหลักฐานอันเป็นการอ้างสิทธิในที่ดินพิพาทเพื่อดำเนินคดีแก่โจทก์ต่อไป จึงเป็นการใช้สิทธิแห่งตนตามกฎหมายเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1402/2546
primary_red_case_no
อ715/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000410.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2080/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555