ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 313/2555
พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
โจทก์
นางสาวปาริชาติ ทองทิพย์ กับพวก
จำเลย
ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 86
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง, มาตรา 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, มาตรา 66 วรรคหนึ่ง
ร. นั่งนับเงินอยู่กับจำเลยทั้งสองในห้อง เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเรียกให้เปิดประตู จำเลยทั้งสองไม่ยอมเปิด ร. ได้โอกาสรีบเข้าห้องน้ำนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด ที่เหลือจากการจำหน่ายไปทำลายเพื่อปกปิดการกระทำความผิดของตนโดยจำเลยทั้งสองยืนอยู่หน้าห้องน้ำและจำเลยทั้งสองพูดให้ ร. ทำเร็วๆ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่พวกของตนก่อนหรือขณะกระทำความผิด ถือว่าเป็นผู้สนับสนุนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม ป.อ. มาตรา 86
แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองว่าเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับพวก แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นผู้สนับสนุนได้
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายมีไม่มากนัก เห็นสมควรปรับน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคสอง ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท รวมจำคุกคนละ 9 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองกับนายรังสรรค์ ได้โดยกล่าวหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 25 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.548 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ
มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดกับนายรังสรรค์หรือไม่ โจทก์มีผู้ร่วมจับกุมเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ก่อนจับกุมจำเลยทั้งสองและนายรังสรรค์ ดาบตำรวจเทวินทร์สืบทราบว่านายรังสรรค์มีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่วัยรุ่น โดยนายรังสรรค์จะมาอาศัยนอนอยู่ที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นห้องเช่าไม่มีเลขที่ ดาบตำรวจเทวินทร์จึงติดต่อสายลับเพื่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายรังสรรค์ ต่อมาสายลับแจ้งว่าได้ติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด ในราคา 4,600 บาท จากนายรังสรรค์ โดยนายรังสรรค์นัดให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 ดาบตำรวจเทวินทร์จึงรายงานต่อพันตำรวจโทสมยศ และวางแผนจับกุมโดยให้ดาบตำรวจเทวินทร์ไปซุ่มดูการล่อซื้ออยู่ที่บริเวณทางเข้าห้องพัก พันตำรวจโทสมยศจะทำหน้าที่ปล่อยตัวสายลับไปทำการล่อซื้อและมีเจ้าพนักงานตำรวจอีก 1 ชุด เฝ้ารออยู่ที่บริเวณด้านหน้าถนนเพชรเกษมสายเก่าซึ่งเป็นทางเข้าห้องพักของจำเลยที่ 1 เพื่อจะเข้าไปทำการจับกุม โดยพันตำรวจโทสมยศได้นำธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 3 ฉบับ ฉบับละ 500 บาท จำนวน 2 ฉบับ และฉบับละ 100 บาท จำนวน 6 ฉบับ รวมเป็นเงิน 4,600 บาท ไปถ่ายสำเนาและลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเพื่อมอบธนบัตรดังกล่าวให้แก่สายลับไปทำการล่อซื้อ หลังจากนั้นดาบตำรวจเทวินทร์ซึ่งซุ่มดูอยู่บริเวณด้านหน้าห้องพักของจำเลยที่ 1 เห็นนายรังสรรค์กับจำเลยทั้งสองเดินมาขึ้นรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน ก - 0126 เพชรบุรี ป้ายแดง ซึ่งจอดอยู่บริเวณถนนเพชรเกษมสายเก่า จึงแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจชุดที่ซุ่มดูอยู่ที่บริเวณด้านหน้าถนนเพชรเกษมสายเก่าทราบทางโทรศัพท์เคลื่อนที่และทราบว่านายรังสรรค์กับจำเลยทั้งสองขับรถมุ่งหน้าไปทางตำบลบางจาน ต่อมานายรังสรรค์กับจำเลยทั้งสองขับรถกลับมาจอดที่บริเวณด้านหน้าคลินิกทันตกรรมทันตลักษณ์ นายรังสรรค์กับจำเลยทั้งสองได้เข้าไปที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 ดาบตำรวจเทวินทร์จึงโทรศัพท์แจ้งให้พันตำรวจโทสมยศปล่อยตัวสายลับเพื่อเข้าไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน ต่อมาดาบตำรวจเทวินทร์เห็นสายลับขับรถจักรยานยนต์มาจอดที่หน้าห้องพักของจำเลยที่ 1 สายลับจอดรถแล้วเดินเข้าไปในห้อง หลังจากนั้นประมาณ 5 นาทีสายลับเดินออกมาจากห้องแล้วเปิดไฟหน้ารถจักรยานยนต์เพื่อส่งสัญญาณแจ้งให้ดาบตำรวจเทวินทร์ทราบว่าล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้ว ดาบตำรวจเทวินทร์จึงเดินไปที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 เพื่อจะเปิดประตูปรากฏว่าประตูล็อกจึงได้มองผ่านไปทางบานเกร็ดหน้าต่างเห็นนายรังสรรค์กับจำเลยทั้งสองกำลังนับเงินและในห้องมีผู้หญิงอีก 1 คน ทราบชื่อภายหลังว่านางสาวพันทิพา กำลังนอนหลับอยู่ จากนั้นพันตำรวจโทสมยศกับพวกได้ตามมาสมทบจึงเคาะประตูห้องพร้อมกับแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจให้นายรังสรรค์กับจำเลยทั้งสองเปิดประตู แต่นายรังสรรค์ได้รวบรวมเงินที่กองอยู่ที่พื้นแล้ววิ่งเข้าไปในห้องน้ำภายในห้องพัก และได้ยินเสียงราดน้ำลงไปบริเวณโถส้วม โดยจำเลยทั้งสองคอยยืนดูว่านายรังสรรค์ทำลายหลักฐานทันหรือไม่ ดาบตำรวจเทวินทร์กับพันตำรวจโทสมยศได้ตะโกนเรียกให้เปิดประตูจนกระทั่งนางสาวพันทิพาได้ลุกขึ้นมาเปิดประตูให้ พยานทั้งสองจึงเข้าไปควบคุมตัวนายรังสรรค์กับจำเลยทั้งสอง ตรวจค้นภายในห้องพักพบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกียจำนวน 1 เครื่อง สมุดแสดงรายรับรายจ่าย และตรวจสอบบริเวณโถส้วมซึ่งได้มีการทุบโถส้วมพบธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ฉบับละ 500 บาท และ 100 บาท และธนบัตรอีกหลายฉบับรวมเป็นเงิน 10,900 บาท และเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด บรรจุอยู่ในหลอดกาแฟปิดหัวและท้ายอยู่ในโถส้วม และโจทก์มีพันตำรวจโทสุเมธ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า พยานได้แจ้งข้อหาแก่นายรังสรรค์และจำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน นายรังสรรค์ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ เห็นว่า จากการสืบสวนจับกุม ทราบแต่เพียงว่านายรังสรรค์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยจำเลยทั้งสองมิได้เกี่ยวข้องด้วย ส่วนดาบตำรวจเทวินทร์รับหน้าที่แอบซุ่มดูการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนเบิกความว่า เห็นสายลับเดินเข้าไปในห้อง จากนั้น 5 นาที สายลับเดินมาจากห้องเพียงคนเดียวและยังตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่าบริเวณที่พยานแอบซุ่มดูอยู่มองเข้าไปในห้องพักไม่สามารถมองเห็นได้ แสดงว่าพยานมองไม่เห็นการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนและเงินให้แก่กัน และจำเลยทั้งสองจะเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับด้วยหรือไม่ โจทก์ไม่มีประจักษ์พยาน แม้จำเลยทั้งสองยอมรับว่าสำเนาธนบัตรจะมีหมายเลขตรงกับธนบัตรที่พบในโถส้วม ซึ่งนายรังสรรค์ยอมรับว่าได้มาจากการที่ตนจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ และจำเลยที่ 1 จะเป็นเจ้าของห้องเช่าที่เกิดเหตุ โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดที่จะบ่งชี้ชัดว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับนายรังสรรค์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องความผิดร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับฐานความผิดร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เห็นว่า ดาบตำรวจเทวินทร์เข้าไปที่ห้องเกิดเหตุแอบดูทางหน้าต่างบานเกร็ดเห็นนายรังสรรค์นั่งนับเงินอยู่กับจำเลยทั้งสอง เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเรียกให้เปิดประตู จำเลยทั้งสองไม่ยอมเปิด เปิดโอกาสให้นายรังสรรค์รีบเข้าห้องน้ำนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด ไปทำลายเพื่อปกปิดการกระทำความผิดของตน โดยจำเลยทั้งสองยืนอยู่หน้าห้องน้ำ ซึ่งพันตำรวจโทสมยศยืนยันว่าจำเลยทั้งสองพูดให้นายรังสรรค์ทำเร็วๆ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายรังสรรค์ก่อนหรือขณะกระทำความผิด ถือว่าเป็นผู้สนับสนุนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ในข้อหานี้ แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองว่าเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนายรังสรรค์ แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
(โสภณ โรจน์อนนท์-ศุภชัย สมเจริญ-กรองเกียรติ คมสัน)
ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นางสาวศิริพร ปาริยุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2844/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ545/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ448/2552
หมายเหตุ