คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5410/2555 ฉบับเต็ม

#521484
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5410/2555 พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์ นายภิญโญ กุดแก้ว กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายในคดีนี้ และรถจักรยานยนต์ในคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี ไม่ปรากฏโจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 3 ได้รับมาคนละคราว จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 3 ได้รับรถจักรยานยนต์ของกลางดังกล่าวไว้ในคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันรับของโจรเพียงกรรมเดียว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรีแล้ว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในคดีนี้ ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับคดีดังกล่าวจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 357 จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร แต่ต่อสู้ว่าเป็นกรรมเดียวกับคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า มีคนร้ายเข้าไปลักเอารถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กจก นนทบุรี 395 ของนายบุญเลิศ ผู้เสียหาย ซึ่งจอดอยู่ในสมชายคอนโดมิเนียมอันเป็นเคหสถาน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่กับพวกพร้อมยึดได้รถจักรยานยนต์ 5 คัน ซึ่งรวมทั้งรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย และทรัพย์สินอื่นเป็นของกลาง โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนหรือรับของโจร และฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาคดีทั้งสองเข้าด้วยกันเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันรับของโจร ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 4, จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุด ส่วนจำเลยที่ 3 ฎีกา โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 กับพวกในข้อหาซ่องโจร จำเลยที่ 3 รับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ได้รับโทษมาครบแล้ว ตามคดีหมายเลขดำที่ 3281/2542 คดีหมายเลขแดงที่ 9091/2544 ของศาลจังหวัดนครปฐม ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรและศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานรับของโจร ตามคดีหมายเลขดำที่ 1980/2546 และคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ยกฟ้อง มีปัญหาวินิจฉัยตามข้อกฎหมายของจำเลยที่ 3 ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ 1980/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี และคดีหมายเลขดำที่ 3281/2542 คดีหมายเลขแดงที่ 9091/2544 ของศาลจังหวัดนครปฐมหรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยคดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี ก่อน เห็นว่า รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายในคดีนี้และรถจักรยานยนต์ในคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี ไม่ปรากฎโจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 3 ได้รับมาคนละคราว จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 3 ได้รับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ในคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันรับของโจรเพียงกรรมเดียว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรีแล้ว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับคดีดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 3 ต่อไป อนึ่ง เนื่องจากเป็นเหตุลักษณะคดีศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปจนถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 พิจารณาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันรับของโจรในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย (ชัชวาล บุนนาค-อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย-ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายอดิศร คลี่สุวรรณ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสมพงศ์ แพนเดช แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4200/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2893/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1533/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
521484
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นายอดิศร คลี่สุวรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสมพงศ์ แพนเดช"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081986903"
    }
}
date
2555
deka_no
5410/2555
deka_running_no
5410
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ชัชวาล บุนนาค",
    "อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย",
    "ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายภิญโญ กุดแก้ว กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 357

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร แต่ต่อสู้ว่าเป็นกรรมเดียวกับคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า มีคนร้ายเข้าไปลักเอารถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กจก นนทบุรี 395 ของนายบุญเลิศ ผู้เสียหาย ซึ่งจอดอยู่ในสมชายคอนโดมิเนียมอันเป็นเคหสถาน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่กับพวกพร้อมยึดได้รถจักรยานยนต์ 5 คัน ซึ่งรวมทั้งรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย และทรัพย์สินอื่นเป็นของกลาง โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนหรือรับของโจร และฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาคดีทั้งสองเข้าด้วยกันเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันรับของโจร ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 4, จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุด ส่วนจำเลยที่ 3 ฎีกา โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 กับพวกในข้อหาซ่องโจร จำเลยที่ 3 รับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ได้รับโทษมาครบแล้ว ตามคดีหมายเลขดำที่ 3281/2542 คดีหมายเลขแดงที่ 9091/2544 ของศาลจังหวัดนครปฐม ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรและศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานรับของโจร ตามคดีหมายเลขดำที่ 1980/2546 และคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ยกฟ้อง

มีปัญหาวินิจฉัยตามข้อกฎหมายของจำเลยที่ 3 ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ 1980/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี และคดีหมายเลขดำที่ 3281/2542 คดีหมายเลขแดงที่ 9091/2544 ของศาลจังหวัดนครปฐมหรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยคดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี ก่อน เห็นว่า รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายในคดีนี้และรถจักรยานยนต์ในคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี ไม่ปรากฎโจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 3 ได้รับมาคนละคราว จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 3 ได้รับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ในคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันรับของโจรเพียงกรรมเดียว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรีแล้ว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับคดีดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 3 ต่อไป อนึ่ง เนื่องจากเป็นเหตุลักษณะคดีศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปจนถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

พิจารณาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันรับของโจรในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2893/2546
primary_red_case_no
อ1533/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000419.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4200/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555