คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8750/2554 ฉบับเต็ม

#521494
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8750/2554 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี โจทก์ นายสุขสันติ เที่ยงธรรม โจทก์ร่วม นายประพันธ์ ศรีศรัง จำเลย ป.อ. มาตรา 334, มาตรา 335, มาตรา 352 ป.วิ.อ. มาตรา 126, มาตรา 192, มาตรา 218 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 182 กระทง เป็นจำคุก 364 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 334 และมาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ส่วนกำหนดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการแก้ไขเฉพาะบทลงโทษเท่านั้น มิได้แก้ไขกำหนดโทษ ถือว่า เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์มีเพียงคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้นั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเป็นปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 352 ประกอบมาตรา 83 แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม มาตรา 335 (7) ประกอบมาตรา 83 แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติว่า ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์กับยักยอก มิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกัน ลักทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความได้ แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 352 อันเป็นความผิด ยอมความได้ แต่เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม มาตรา 335 (7) ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน หากตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงแก้ไข ต้องถือว่าคดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว การที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ย่อมไม่ตัดอำนาจของพนักงานอัยการที่จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 126 วรรคสอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 2,397,525 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) ประกอบมาตรา 83 ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป (ที่ถูกการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 182 กระทง เป็นจำคุก 364 เดือน แต่ทั้งนี้จำเลยต้องรับโทษทั้งสิ้นเพียง 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ให้จำเลยคือหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 2,397,525 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 (ที่ถูกไม่ต้องปรับบทมาตรา 334) และ 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 182 กระทง เป็นจำคุก 364 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และ 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ส่วนกำหนดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการแก้เฉพาะบทลงโทษเท่านั้น มิได้แก้ไขกำหนดโทษ ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์มีแต่เพียงคำซัดทอดของนายเสริม ซึ่งเป็นผู้มีส่วนร่วมกระทำความผิด ไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้นั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยขึ้นมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 83 แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 อันเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่ข้อแตกต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์กับยักยอก มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ดังนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ ไม่ถือว่าพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 83 อันเป็นความผิดต่อส่วนตัวและในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์อ้างว่า จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,150,000 บาท แก่โจทก์ร่วมแล้ว จึงไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไปก็ตาม แต่ปรากฏว่าความผิดตามที่โจทก์ฟ้องนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดที่พิจารณาได้ความอันเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคแรก (7) ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน หากตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีความผิดอาญาแผ่นดิน มิใช่เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว การที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ย่อมไม่ตัดอำนาจของพนักงานอัยการที่จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126 วรรคสอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์-ไมตรี ศรีอรุณ-ทวี ประจวบลาภ) ศาลแขวงชลบุรี - นายสุรชาญ พูลสวัสดิ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.661/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3138/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3942/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
521494
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงชลบุรี",
        "judge": "นายสุรชาญ พูลสวัสดิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988981"
    }
}
date
2554
deka_no
8750/2554
deka_running_no
8750
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์",
    "ไมตรี ศรีอรุณ",
    "ทวี ประจวบลาภ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 334",
            "ม. 335",
            "ม. 352"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 126",
            "ม. 192",
            "ม. 218"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายสุขสันติ เที่ยงธรรม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประพันธ์ ศรีศรัง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 2,397,525 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) ประกอบมาตรา 83 ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป (ที่ถูกการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 182 กระทง เป็นจำคุก 364 เดือน แต่ทั้งนี้จำเลยต้องรับโทษทั้งสิ้นเพียง 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ให้จำเลยคือหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 2,397,525 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 (ที่ถูกไม่ต้องปรับบทมาตรา 334) และ 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 182 กระทง เป็นจำคุก 364 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และ 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ส่วนกำหนดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการแก้เฉพาะบทลงโทษเท่านั้น มิได้แก้ไขกำหนดโทษ ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์มีแต่เพียงคำซัดทอดของนายเสริม ซึ่งเป็นผู้มีส่วนร่วมกระทำความผิด ไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้นั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยขึ้นมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 83 แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 อันเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่ข้อแตกต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์กับยักยอก มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ดังนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ ไม่ถือว่าพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 352 ประกอบมาตรา 83 อันเป็นความผิดต่อส่วนตัวและในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์อ้างว่า จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,150,000 บาท แก่โจทก์ร่วมแล้ว จึงไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไปก็ตาม แต่ปรากฏว่าความผิดตามที่โจทก์ฟ้องนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดที่พิจารณาได้ความอันเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคแรก (7) ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน หากตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีความผิดอาญาแผ่นดิน มิใช่เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว การที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ย่อมไม่ตัดอำนาจของพนักงานอัยการที่จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126 วรรคสอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3138/2542
primary_red_case_no
อ3942/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000437.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.661/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554