คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3414/2555 ฉบับเต็ม

#521507
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3414/2555 บริษัทเพนต้า ทิก อินดัสทรีส์ (ไทยแลนด์) จำกัด โจทก์ นางวิจิตรา สุขะมงคล จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1363 วรรคหนึ่ง โจทก์และจำเลยมีข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินว่าให้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกที่ใช้ร่วมกันและยังไม่มีการตกลงเปลี่ยนแปลงเช่นนี้แล้ว โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมจึงไม่มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์ เนื่องจากมีนิติกรรมขัดอยู่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 17835 ตำบลแสนภูดาษ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ออกเป็นส่วนของโจทก์ตามรูปแผนที่ท้ายฟ้อง หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ให้จดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 17835 เป็นทางภาระจำยอม ให้โจทก์ทำถนนคอนกรีตบนที่ดินดังกล่าว ให้โจทก์จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 21917 และ 21916 แก่จำเลย และรับเงินค่าที่ดิน 30,000 บาท และ 93,300 บาท ตามลำดับจากจำเลย หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง จำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปดำเนินการยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17835 ตำบลแสนภูดาษ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ออกเป็นส่วนสัดตามแผนที่วิวาทภายในกรอบเส้นสีเขียว หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 6 ระบุว่า "ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันว่าจะจัดให้มีทางเข้าออกที่ดิน (ที่ดินที่โจทก์จะซื้อ) และที่ดินส่วนที่เหลือต่อจากทางเชื่อมหรือสะพานตามข้อ 5 มีขนาดทางกว้างและยาว 20 เมตร โดยจะต้องทำการแบ่งแยกทางดังกล่าวเป็นอีกโฉนดหนึ่งและทั้งสองฝ่ายถือกรรมสิทธิ์ฝ่ายละครึ่ง ปรากฏตามพื้นที่ระบายสีส้มในแผนที่แนบท้ายสัญญาหมายเลข 1 " แสดงว่า โจทก์และจำเลยตกลงกันให้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกที่ใช้ร่วมกันโดยนิติกรรม โจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยตกลงเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาดังกล่าวอย่างไร แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความจากนายวัฒนา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์และจำเลยตกลงให้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออก เนื่องจากจำเลยมีที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งต้องใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออก เหตุที่โจทก์ฟ้องคดีเพราะประสงค์จะนำที่ดินที่ตั้งโรงงานจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ต่อธนาคาร แต่ธนาคารไม่รับจำนองเนื่องจากไม่มีทางเข้าออก อันเป็นการยอมรับว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาให้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกที่ใช้ร่วมกัน เมื่อโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 6 ว่า ให้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกที่ใช้ร่วมกันและยังไม่มีการตกลงเปลี่ยนแปลงเช่นนี้แล้ว โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมจึงไม่มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์ได้ เนื่องจากมีนิติกรรมขัดอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์-อภิรัตน์ ลัดพลี-ธงชัย เสนามนตรี) ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นางสาวอัจฉราพร สมบูรณ์พงศ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายจรัญ เนาวพนานนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1156/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ203/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ252/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
521507
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา",
        "judge": "นางสาวอัจฉราพร สมบูรณ์พงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายจรัญ เนาวพนานนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081987378"
    }
}
date
2555
deka_no
3414/2555
deka_running_no
3414
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ธงชัย เสนามนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1363 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเพนต้า ทิก อินดัสทรีส์ (ไทยแลนด์) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางวิจิตรา สุขะมงคล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 17835 ตำบลแสนภูดาษ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ออกเป็นส่วนของโจทก์ตามรูปแผนที่ท้ายฟ้อง หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ให้จดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 17835 เป็นทางภาระจำยอม ให้โจทก์ทำถนนคอนกรีตบนที่ดินดังกล่าว ให้โจทก์จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 21917 และ 21916 แก่จำเลย และรับเงินค่าที่ดิน 30,000 บาท และ 93,300 บาท ตามลำดับจากจำเลย หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปดำเนินการยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17835 ตำบลแสนภูดาษ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ออกเป็นส่วนสัดตามแผนที่วิวาทภายในกรอบเส้นสีเขียว หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 6 ระบุว่า "ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันว่าจะจัดให้มีทางเข้าออกที่ดิน (ที่ดินที่โจทก์จะซื้อ) และที่ดินส่วนที่เหลือต่อจากทางเชื่อมหรือสะพานตามข้อ 5 มีขนาดทางกว้างและยาว 20 เมตร โดยจะต้องทำการแบ่งแยกทางดังกล่าวเป็นอีกโฉนดหนึ่งและทั้งสองฝ่ายถือกรรมสิทธิ์ฝ่ายละครึ่ง ปรากฏตามพื้นที่ระบายสีส้มในแผนที่แนบท้ายสัญญาหมายเลข 1 " แสดงว่า โจทก์และจำเลยตกลงกันให้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกที่ใช้ร่วมกันโดยนิติกรรม โจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยตกลงเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาดังกล่าวอย่างไร แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความจากนายวัฒนา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์และจำเลยตกลงให้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออก เนื่องจากจำเลยมีที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งต้องใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออก เหตุที่โจทก์ฟ้องคดีเพราะประสงค์จะนำที่ดินที่ตั้งโรงงานจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ต่อธนาคาร แต่ธนาคารไม่รับจำนองเนื่องจากไม่มีทางเข้าออก อันเป็นการยอมรับว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาให้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกที่ใช้ร่วมกัน เมื่อโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 6 ว่า ให้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกที่ใช้ร่วมกันและยังไม่มีการตกลงเปลี่ยนแปลงเช่นนี้แล้ว โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมจึงไม่มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์ได้ เนื่องจากมีนิติกรรมขัดอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ203/2547
primary_red_case_no
พ252/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000423.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1156/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555