คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5645/2555 ฉบับเต็ม

#521522
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5645/2555 ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ณัฐบดี กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 138, มาตรา 271 ป.พ.พ. มาตรา 850, มาตรา 852 โจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยทั้งสามยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องและตกลงร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามตกลงชำระหนี้โจทก์โดยนำทรัพย์จำนองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน หากผิดนัด ยินยอมให้โจทก์ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ทันทีเพียงประการเดียว ไม่มีข้อความตอนใดแสดงให้เห็นว่ามีการตกลงกันให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ได้สองวิธีคือ นำทรัพย์จำนองตีราคาชำระหนี้ หรือนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ การที่สัญญาระบุว่าจำเลยทั้งสามรับว่าเป็นหนี้และตกลงร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ก็เป็นเพียงการยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้มูลหนี้เดิมระงับ โจทก์และจำเลยทั้งสามต้องผูกพันกันตามมูลหนี้ใหม่โจทก์ชอบที่จะบังคับคดีโดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โจทก์หามีสิทธิเลือกบังคับคดีด้วยวิธีการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมแก่โจทก์ไม่ ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้เป็นเงิน 1,086,829.35 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงนำยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3392 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง และที่ดินโฉนดเลขที่ 27852 ถึง 27854 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดและประกาศขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเนื่องจากการบังคับคดีไม่เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดและการประกาศขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3392 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง และที่ดินโฉนดเลขที่ 27852 ถึง 27854 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2550 โจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์จึงนำยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3392 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง และที่ดินโฉนดเลขที่ 27852 ถึง 27854 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ปรากฏตามสัญญาประนีประนอมมีข้อความในสาระสำคัญว่า จำเลยทั้งสามตกลงยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องและตกลงร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,086,829.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยทั้งสามตกลงชำระหนี้โจทก์โดยนำทรัพย์จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3392 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง และที่ดินโฉนดเลขที่ 27852 ถึง 27854 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญา ค่าภาษีและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระทั้งหมด หากจำเลยทั้งสามผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและยอมให้โจทก์ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้ทันที และโจทก์ยอมตามข้อตกลงโดยไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดไว้ชัดแจ้งให้จำเลยทั้งสามโอนทรัพย์จำนองตีใช้หนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ ไม่มีข้อความตอนใดกำหนดหรือแสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงกันให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ได้สองวิธีคือ นำทรัพย์จำนองตีราคาชำระหนี้ หรือนำเงินตามสัญญาประนีประนอมมาชำระหนี้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญาดังที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด การที่สัญญาดังกล่าวระบุว่าจำเลยทั้งสามรับว่าเป็นหนี้และตกลงร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ก็เป็นเพียงการยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น ดังนี้ เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยตกลงให้จำเลยทั้งสามนำทรัพย์จำนองตีชำระหนี้แก่โจทก์เพียงประการเดียว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้มูลหนี้เดิมระงับ โจทก์และจำเลยทั้งสามจึงต้องผูกพันกันตามมูลหนี้ใหม่ โดยจำเลยทั้งสามต้องโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์จำนองให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงชอบที่จะบังคับคดีโดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์หามีสิทธิเลือกบังคับคดีด้วยวิธีการยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมแก่โจทก์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ไมตรี ศรีอรุณ-สมควร วิเชียรวรรณ-วัฒนชัย โชติชูตระกูล) ศาลจังหวัดลำปาง - นายวรัญญู แสงศิริ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายวิเศษ นิ่มกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.541/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ216/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ609/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
521522
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดลำปาง",
        "judge": "นายวรัญญู แสงศิริ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายวิเศษ นิ่มกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081986789"
    }
}
date
2555
deka_no
5645/2555
deka_running_no
5645
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ไมตรี ศรีอรุณ",
    "สมควร วิเชียรวรรณ",
    "วัฒนชัย โชติชูตระกูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 138",
            "ม. 271"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 850",
            "ม. 852"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด ณัฐบดี กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้เป็นเงิน 1,086,829.35 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงนำยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3392 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง และที่ดินโฉนดเลขที่ 27852 ถึง 27854 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดและประกาศขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเนื่องจากการบังคับคดีไม่เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดและการประกาศขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3392 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง และที่ดินโฉนดเลขที่ 27852 ถึง 27854 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2550 โจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์จึงนำยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3392 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง และที่ดินโฉนดเลขที่ 27852 ถึง 27854 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ปรากฏตามสัญญาประนีประนอมมีข้อความในสาระสำคัญว่า จำเลยทั้งสามตกลงยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องและตกลงร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,086,829.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยทั้งสามตกลงชำระหนี้โจทก์โดยนำทรัพย์จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3392 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง และที่ดินโฉนดเลขที่ 27852 ถึง 27854 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญา ค่าภาษีและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระทั้งหมด หากจำเลยทั้งสามผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและยอมให้โจทก์ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้ทันที และโจทก์ยอมตามข้อตกลงโดยไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดไว้ชัดแจ้งให้จำเลยทั้งสามโอนทรัพย์จำนองตีใช้หนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ ไม่มีข้อความตอนใดกำหนดหรือแสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงกันให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ได้สองวิธีคือ นำทรัพย์จำนองตีราคาชำระหนี้ หรือนำเงินตามสัญญาประนีประนอมมาชำระหนี้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญาดังที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด การที่สัญญาดังกล่าวระบุว่าจำเลยทั้งสามรับว่าเป็นหนี้และตกลงร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ก็เป็นเพียงการยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น ดังนี้ เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยตกลงให้จำเลยทั้งสามนำทรัพย์จำนองตีชำระหนี้แก่โจทก์เพียงประการเดียว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้มูลหนี้เดิมระงับ โจทก์และจำเลยทั้งสามจึงต้องผูกพันกันตามมูลหนี้ใหม่ โดยจำเลยทั้งสามต้องโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์จำนองให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงชอบที่จะบังคับคดีโดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์หามีสิทธิเลือกบังคับคดีด้วยวิธีการยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมแก่โจทก์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ216/2550
primary_red_case_no
พ609/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000418.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.541/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555