คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8235/2555 ฉบับเต็ม

#521529
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8235/2555 นางประทีป ศศานนท์ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช้างแก้วปิโตรเลียม กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 390, มาตรา 391 การที่โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกัน แจ้งต่อนายทะเบียนให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เข้าเป็นหุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกัน ส่งมอบกิจการและทรัพย์สินของห้างจำเลยที่ 1 ตามสัญญาให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยเท่ากับเป็นการใช้สิทธิเลิกสัญญาเพื่อให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ ห. อ. ย. ป. และ จ. เป็นคู่สัญญาฝ่ายเดียวกันตกลงทำสัญญายินยอมให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าเป็นผู้บริหารกิจการห้างจำเลยที่ 1 อันเป็นการทำสัญญาโดยบุคคลหลายคนด้วยกันอยู่ข้างหนึ่งหรืออีกข้างหนึ่ง โจทก์จะบอกเลิกสัญญาได้ต้องอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 390 คือ ต้องใช้สิทธิเลิกสัญญาโดยบุคคลฝ่ายเดียวกันทั้งหมดรวมกันใช้ โจทก์เพียงคนเดียวในฐานะส่วนตัวไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยลำพังได้ แม้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือกระทำการไม่ให้ผลของสัญญาบรรลุผลตามความประสงค์ของคู่สัญญาเป็นการเอารัดเอาเปรียบคู่สัญญาอีกฝ่าย ก็เป็นเรื่องที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการปฏิบัติผิดสัญญาหรือขอให้ศาลบังคับคู่สัญญาให้ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิมาฟ้องขอให้เลิกสัญญาโดยขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้นได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันแจ้งต่อนายทะเบียนให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เข้าเป็นหุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบกิจการและทรัพย์สินของห้างจำเลยที่ 1 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 ให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ห้างจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีนายห้อง นางอุบล นางสาวเยาวนุช นายวิทยากร นางประทุม นางจิรามล และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นหุ้นส่วน ต่อมานายวิทยากรลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1 แล้วโอนหุ้นให้แก่โจทก์ โจทก์ นายห้อง นางฉลอง นางอุบล นางสาวเยาวนุช นางประทุม และนางจิรามล ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อีกฝ่ายหนึ่ง ทำสัญญายินยอมให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าไปเป็นผู้บริหารกิจการห้างจำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะต้องผ่อนชำระหนี้ของห้างจำเลยที่ 1 ให้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสงขลา ไม่น้อยกว่าเดือนละ 150,000 บาท จนกว่าจะชำระหนี้ครบถ้วน โดยจะต้องรายงานให้โจทก์กับพวกที่เป็นคู่สัญญาทราบทุก 6 เดือน แล้วยังต้องทบทวนจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระให้แก่ธนาคารดังกล่าวทุก 5 ปี และชี้แจงในเชิงหารือโจทก์กับพวกที่เป็นคู่สัญญาทุกปีจนกว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะชำระหนี้ครบถ้วนโดยให้โจทก์กับพวกที่เป็นหุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1 ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจากนายห้อง นางอุบล และนางสาวเยาวนุช มาเป็นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แล้วคัดชื่อโจทก์กับพวกออกจากการเป็นหุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1 โจทก์กับพวกที่เป็นคู่สัญญาได้รับเงินค่าตอบแทนคนละ 6,000 บาท ต่อเดือน จากจำเลยทั้งสี่ตลอดมา ห้างจำเลยที่ 1 ยังมีหนี้ค้างชำระอยู่กับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสงขลา เป็นเงินประมาณ 8,000,000 บาท มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันแจ้งต่อนายทะเบียนให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เข้าเป็นหุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบกิจการและทรัพย์สินของห้างจำเลยที่ 1 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 ให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยเท่ากับเป็นการใช้สิทธิเลิกสัญญาเพื่อให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ นายห้อง นางอุบล นางสาวเยาวนุช นางประทุม และนางจิรามล เป็นคู่สัญญาฝ่ายเดียวกัน ตกลงทำสัญญายินยอมให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าเป็นผู้บริหารกิจการห้างจำเลยที่ 1 อันเป็นการทำสัญญาโดยบุคคลหลายคนด้วยกันอยู่ข้างหนึ่งหรืออีกข้างหนึ่ง การที่โจทก์จะบอกเลิกสัญญาได้จึงต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 390 คือต้องใช้สิทธิเลิกสัญญาโดยบุคคลฝ่ายเดียวกันทั้งหมดรวมกันใช้ โจทก์เพียงคนเดียวในฐานะส่วนตัวไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาพิพาทโดยลำพังได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือกระทำการไม่ให้ผลของสัญญาบรรลุตามความประสงค์ของคู่สัญญาเป็นการเอารัดเอาเปรียบคู่สัญญาอีกฝ่าย โจทก์จึงใช้สิทธิทางศาลได้นั้น หากกรณีเป็นไปตามที่โจทก์กล่าวอ้างจริงก็เป็นเรื่องที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการปฏิบัติผิดสัญญาหรือขอให้ศาลบังคับคู่สัญญาให้ปฏิบัติตามสัญญา แต่ไม่อาจใช้สิทธิมาฟ้องขอให้เลิกสัญญาโดยขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (จักร อุตตโม-วีระวัฒน์ ปวราจารย์-ประทีป ดุลพินิจธรรมา) ศาลจังหวัดสงขลา - นางสาวสุภัทรา กรอุไร ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก พาณิชย์และเศรษฐกิจ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.99/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ737/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ298/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
521529
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสงขลา",
        "judge": "นางสาวสุภัทรา กรอุไร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081986099"
    }
}
date
2555
deka_no
8235/2555
deka_running_no
8235
deka_year
2555
department
พาณิชย์และเศรษฐกิจ
judges
[
    "จักร อุตตโม",
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 390",
            "ม. 391"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางประทีป ศศานนท์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช้างแก้วปิโตรเลียม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันแจ้งต่อนายทะเบียนให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เข้าเป็นหุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบกิจการและทรัพย์สินของห้างจำเลยที่ 1 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 ให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ห้างจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีนายห้อง นางอุบล นางสาวเยาวนุช นายวิทยากร นางประทุม นางจิรามล และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นหุ้นส่วน ต่อมานายวิทยากรลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1 แล้วโอนหุ้นให้แก่โจทก์ โจทก์ นายห้อง นางฉลอง นางอุบล นางสาวเยาวนุช นางประทุม และนางจิรามล ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อีกฝ่ายหนึ่ง ทำสัญญายินยอมให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าไปเป็นผู้บริหารกิจการห้างจำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะต้องผ่อนชำระหนี้ของห้างจำเลยที่ 1 ให้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสงขลา ไม่น้อยกว่าเดือนละ 150,000 บาท จนกว่าจะชำระหนี้ครบถ้วน โดยจะต้องรายงานให้โจทก์กับพวกที่เป็นคู่สัญญาทราบทุก 6 เดือน แล้วยังต้องทบทวนจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระให้แก่ธนาคารดังกล่าวทุก 5 ปี และชี้แจงในเชิงหารือโจทก์กับพวกที่เป็นคู่สัญญาทุกปีจนกว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะชำระหนี้ครบถ้วนโดยให้โจทก์กับพวกที่เป็นหุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1 ลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจากนายห้อง นางอุบล และนางสาวเยาวนุช มาเป็นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แล้วคัดชื่อโจทก์กับพวกออกจากการเป็นหุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1 โจทก์กับพวกที่เป็นคู่สัญญาได้รับเงินค่าตอบแทนคนละ 6,000 บาท ต่อเดือน จากจำเลยทั้งสี่ตลอดมา ห้างจำเลยที่ 1 ยังมีหนี้ค้างชำระอยู่กับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสงขลา เป็นเงินประมาณ 8,000,000 บาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันแจ้งต่อนายทะเบียนให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เข้าเป็นหุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบกิจการและทรัพย์สินของห้างจำเลยที่ 1 ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545 ให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยเท่ากับเป็นการใช้สิทธิเลิกสัญญาเพื่อให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ นายห้อง นางอุบล นางสาวเยาวนุช นางประทุม และนางจิรามล เป็นคู่สัญญาฝ่ายเดียวกัน ตกลงทำสัญญายินยอมให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าเป็นผู้บริหารกิจการห้างจำเลยที่ 1 อันเป็นการทำสัญญาโดยบุคคลหลายคนด้วยกันอยู่ข้างหนึ่งหรืออีกข้างหนึ่ง การที่โจทก์จะบอกเลิกสัญญาได้จึงต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 390 คือต้องใช้สิทธิเลิกสัญญาโดยบุคคลฝ่ายเดียวกันทั้งหมดรวมกันใช้ โจทก์เพียงคนเดียวในฐานะส่วนตัวไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาพิพาทโดยลำพังได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือกระทำการไม่ให้ผลของสัญญาบรรลุตามความประสงค์ของคู่สัญญาเป็นการเอารัดเอาเปรียบคู่สัญญาอีกฝ่าย โจทก์จึงใช้สิทธิทางศาลได้นั้น หากกรณีเป็นไปตามที่โจทก์กล่าวอ้างจริงก็เป็นเรื่องที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการปฏิบัติผิดสัญญาหรือขอให้ศาลบังคับคู่สัญญาให้ปฏิบัติตามสัญญา แต่ไม่อาจใช้สิทธิมาฟ้องขอให้เลิกสัญญาโดยขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ737/2549
primary_red_case_no
พ298/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000412.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.99/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555