คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5132/2555 ฉบับเต็ม

#521546
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5132/2555 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นางสาวอัมพร ปิ่นเพ็ชร โจทก์ร่วม นางสาวจำรัส เรืองเดช กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 358, มาตรา 362 แม้ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายจะระบุว่า ส. จะขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แต่เมื่อไปจดทะเบียนโอน ส. กลับทำหนังสือสัญญาขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีข้อสัญญาตกลงขายเฉพาะที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างแสดงว่าไม่ได้ขายบ้านพิพาทด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทและไม่มีสิทธิเข้าไปในบ้านพิพาท เมื่อจำเลยที่ 1 ทราบอยู่แล้วว่าบ้านพิพาทไม่ใช่ของตน แต่เป็นของโจทก์ร่วมน้องสาวของ ส. การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 เข้าไปในบ้านพิพาทและทำการรื้อปรับปรุงบ้านพิพาท ทั้งๆ ที่โจทก์ร่วมได้ห้ามปรามแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นการเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุขและทำให้บ้านพิพาทของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ แต่การที่จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปในบ้านพิพาท ก็มีเจตนาเพื่อปรับปรุงห้องครัวและห้องน้ำภายในบ้านพิพาทจึงมีเจตนาเดียว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 358, 362, 364, 365 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสาวอัมพร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362, 364 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุก จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ประกอบกับทั้งพฤติการณ์และการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ร้ายแรง มีเจตนาปรับปรุงบ้านพิพาทให้ดีขึ้น โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมนายสุรินทร์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 73948 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 38 ตารางวา โจทก์ร่วมเป็นน้องสาวนายสุรินทร์และเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 54/7 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวโดยได้รับอนุญาตจากนายสุรินทร์ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2547 นายสุรินทร์ทำสัญญาจะขายที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 700,000 บาท ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขาย ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2548 นายสุรินทร์จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้จำเลยที่ 1 และนางสาวบัวลอย โดยระบุในสัญญาว่าเป็นการขายเฉพาะที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้เข้าไปซ่อมแซมและปรับปรุงบ้านพิพาท โดยมีการรื้อส่วนประกอบของบ้านบางส่วนในส่วนห้องครัวและห้องน้ำ โจทก์ร่วมได้เข้าห้ามปราม หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการซ่อมแซมบ้านพิพาทต่อไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายจะระบุว่า นายสุรินทร์จะขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แต่เมื่อไปจดทะเบียนโอนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน นายสุรินทร์ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีข้อความระบุว่า ตกลงขายเฉพาะที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้าง แสดงว่าไม่ได้ขายบ้านพิพาทด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทและไม่มีสิทธิเข้าไปในบ้านพิพาท เมื่อจำเลยที่ 1 ทราบอยู่แล้วว่าบ้านพิพาทไม่ใช่ของตนแต่เป็นของโจทก์ร่วมน้องสาวของนายสุรินทร์ การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 เข้าไปในบ้านพิพาทและทำการรื้อปรับปรุงบ้านพิพาท ทั้ง ๆ ที่โจทก์ร่วมได้ห้ามปรามแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุขและทำให้บ้านพิพาทของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่การที่จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปในบ้านพิพาทก็มีเจตนาเพื่อปรับปรุงห้องครัวและห้องน้ำภายในบ้านพิพาทจึงมีเจตนาเดียว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาเป็นความผิดหลายกรรมดังที่โจทก์ฟ้องไม่ อย่างไรก็ดี พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรกำหนดโทษจำคุกในสถานเบา และรอการลงโทษให้จำเลยที่ 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (วิทยา วีระประจักษ์-พินิจ สายสอาด-วิจิตร วิสุชาติ) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายถิรายุ สุวรรณรัตน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3460/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2144/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3927/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
521546
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นายถิรายุ สุวรรณรัตน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081987009"
    }
}
date
2555
deka_no
5132/2555
deka_running_no
5132
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "วิทยา วีระประจักษ์",
    "พินิจ สายสอาด",
    "วิจิตร วิสุชาติ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 358",
            "ม. 362"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางสาวอัมพร ปิ่นเพ็ชร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวจำรัส เรืองเดช กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 358, 362, 364, 365

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวอัมพร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362, 364 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุก จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ประกอบกับทั้งพฤติการณ์และการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ร้ายแรง มีเจตนาปรับปรุงบ้านพิพาทให้ดีขึ้น โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมนายสุรินทร์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 73948 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 38 ตารางวา โจทก์ร่วมเป็นน้องสาวนายสุรินทร์และเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 54/7 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวโดยได้รับอนุญาตจากนายสุรินทร์ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2547 นายสุรินทร์ทำสัญญาจะขายที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 700,000 บาท ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขาย ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2548 นายสุรินทร์จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้จำเลยที่ 1 และนางสาวบัวลอย โดยระบุในสัญญาว่าเป็นการขายเฉพาะที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้เข้าไปซ่อมแซมและปรับปรุงบ้านพิพาท โดยมีการรื้อส่วนประกอบของบ้านบางส่วนในส่วนห้องครัวและห้องน้ำ โจทก์ร่วมได้เข้าห้ามปราม หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการซ่อมแซมบ้านพิพาทต่อไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายจะระบุว่า นายสุรินทร์จะขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แต่เมื่อไปจดทะเบียนโอนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน นายสุรินทร์ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีข้อความระบุว่า ตกลงขายเฉพาะที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้าง แสดงว่าไม่ได้ขายบ้านพิพาทด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทและไม่มีสิทธิเข้าไปในบ้านพิพาท เมื่อจำเลยที่ 1 ทราบอยู่แล้วว่าบ้านพิพาทไม่ใช่ของตนแต่เป็นของโจทก์ร่วมน้องสาวของนายสุรินทร์ การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 เข้าไปในบ้านพิพาทและทำการรื้อปรับปรุงบ้านพิพาท ทั้ง ๆ ที่โจทก์ร่วมได้ห้ามปรามแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุขและทำให้บ้านพิพาทของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่การที่จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปในบ้านพิพาทก็มีเจตนาเพื่อปรับปรุงห้องครัวและห้องน้ำภายในบ้านพิพาทจึงมีเจตนาเดียว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาเป็นความผิดหลายกรรมดังที่โจทก์ฟ้องไม่ อย่างไรก็ดี พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรกำหนดโทษจำคุกในสถานเบา และรอการลงโทษให้จำเลยที่ 1

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2144/2548
primary_red_case_no
อ3927/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000420.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3460/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555