คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10072/2554 ฉบับเต็ม

#521556
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10072/2554 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ จ่าสิบตำรวจสมพรหรือเหมี่ยวหรือปฐมพงศ์ แสงขันทอง หรือขันทองทวีพัฒน์ จำเลย ป.อ. มาตรา 80, มาตรา 83, มาตรา 297 ก่อนเกิดเหตุจำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของ บ. ไปยังที่เกิดเหตุ ขณะที่ บ. ใช้ไม้ตีศีรษะผู้เสียหาย จำเลยก็ยืนอยู่ข้างๆ บ. ในลักษณะที่พร้อมจะช่วยเหลือให้การกระทำของ บ. สัมฤทธิ์ผล เมื่อพิเคราะห์ว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ดูแลรักษาสวัสดิภาพของประชาชน แต่กลับเข้าสมทบให้กำลังใจ บ. ให้เข้าทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส นอกจากนี้ยังได้ความว่า หลังจากที่ บ. ตีผู้เสียหายแล้ว แทนที่จำเลยจะเข้าจับกุม บ. ไปดำเนินคดี จำเลยกลับกล่าวหนุนให้ บ. ทำร้ายผู้เสียหายซ้ำอีก พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับ บ. ทำร้ายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297, 83 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในวันเกิดเหตุขณะที่พยานจอดรถจักรยานยนต์รอรับลูกค้าอยู่นั้นพยานเห็นผู้เสียหายวิ่งออกมาจากซอยที่เกิดเหตุ ที่ศีรษะของผู้เสียหายมีบาดแผลโลหิตไหลผู้เสียหายวิ่งไปหานางศุรดาซึ่งยืนอยู่ที่ปากซอย ส่วนนายบุญเลิศขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามผู้เสียหายมา แต่รถจักรยานยนต์ของนายบุญเลิศเสียหลักล้มลงก่อนที่แล่นไปถึงผู้เสียหายขณะนั้นจำเลยไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงพยานจึงขับรถจักรยานยนต์ไปรับจำเลยจากร้านค้าในซอยไปยังที่เกิดเหตุ ซึ่งขัดแย้งกับคำเบิกความของผู้เสียหายกับนางศุรดาอย่างเห็นได้ชัด คำเบิกความของผู้เสียหายกับนางศุรดาจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือเห็นว่า แม้นายสมบูรณ์จะเบิกความดังที่จำเลยฎีกา แต่นายสมบูรณ์ยอมรับว่าในชั้นสอบสวนนายสมบูรณ์ไม่ได้ให้การว่าจำเลยไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ยิ่งไปกว่านั้นยังเบิกความรับว่านายบุญเลิศที่ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นผู้พานายสมบูรณ์ไปเบิกความต่อศาลชั้นต้น พฤติการณ์ของนายสมบูรณ์มีเหตุผลอันควรระแวงว่าน่าจะไม่ได้เบิกความไปโดยสุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1วินิจฉัยว่า คำเบิกความของนายสมบูรณ์มุ่งหมายจะช่วยให้จำเลยหลุดพ้นจากความผิด ไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังหักล้างคำเบิกความของผู้เสียหาย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายบุญเลิศไปยังที่เกิดเหตุ ขณะที่นายบุญเลิศใช้ไม้ตีศีรษะผู้เสียหาย จำเลยก็ยืนอยู่ข้าง ๆ นายบุญเลิศในลักษณะที่พร้อมจะช่วยเหลือให้การกระทำของนายบุญเลิศสัมฤทธิ์ผล เมื่อพิเคราะห์ว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ดูแลรักษาสวัสดิภาพของประชาชนแต่กลับเข้าสมทบให้กำลังใจนายบุญเลิศให้เข้าทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส นอกจากนี้ยังได้ความว่า หลังจากที่นายบุญเลิศตีผู้เสียหายแล้ว แทนที่จำเลยจะเข้าจับกุมนายบุญเลิศไปดำเนินคดี จำเลยกลับกล่าวหนุนให้นายบุญเลิศทำร้ายผู้เสียหายซ้ำอีก พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายบุญเลิศทำร้ายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน หาใช่เป็นการใช้ให้นายบุญเลิศทำร้ายร่างกายผู้เสียหายดังที่จำเลยฎีกาไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดีชอบแล้ว อนึ่ง แม้จะได้ความว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกนายบุญเลิศมีกำหนด 4 ปี แต่ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ซึ่งเบากว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยมาก แต่เมื่อคำนึงว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ดูแลรักษาสวัสดิภาพของประชาชนโดยทั่วไปกลับลงมือกระทำความผิดเสียเอง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไข พิพากษายืน (กำพล ภู่สุดแสวง-ชีพ จุลมนต์-โสฬส สุวรรณเนตร์) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายประสิทธิ์ หลัดกอง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5053/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3957/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4308/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
521556
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นายประสิทธิ์ หลัดกอง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081988613"
    }
}
date
2554
deka_no
10072/2554
deka_running_no
10072
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "ชีพ จุลมนต์",
    "โสฬส สุวรรณเนตร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 80",
            "ม. 83",
            "ม. 297"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "จ่าสิบตำรวจสมพรหรือเหมี่ยวหรือปฐมพงศ์ แสงขันทอง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือขันทองทวีพัฒน์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297, 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในวันเกิดเหตุขณะที่พยานจอดรถจักรยานยนต์รอรับลูกค้าอยู่นั้นพยานเห็นผู้เสียหายวิ่งออกมาจากซอยที่เกิดเหตุ ที่ศีรษะของผู้เสียหายมีบาดแผลโลหิตไหลผู้เสียหายวิ่งไปหานางศุรดาซึ่งยืนอยู่ที่ปากซอย ส่วนนายบุญเลิศขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามผู้เสียหายมา แต่รถจักรยานยนต์ของนายบุญเลิศเสียหลักล้มลงก่อนที่แล่นไปถึงผู้เสียหายขณะนั้นจำเลยไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงพยานจึงขับรถจักรยานยนต์ไปรับจำเลยจากร้านค้าในซอยไปยังที่เกิดเหตุ ซึ่งขัดแย้งกับคำเบิกความของผู้เสียหายกับนางศุรดาอย่างเห็นได้ชัด คำเบิกความของผู้เสียหายกับนางศุรดาจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือเห็นว่า แม้นายสมบูรณ์จะเบิกความดังที่จำเลยฎีกา แต่นายสมบูรณ์ยอมรับว่าในชั้นสอบสวนนายสมบูรณ์ไม่ได้ให้การว่าจำเลยไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ยิ่งไปกว่านั้นยังเบิกความรับว่านายบุญเลิศที่ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นผู้พานายสมบูรณ์ไปเบิกความต่อศาลชั้นต้น พฤติการณ์ของนายสมบูรณ์มีเหตุผลอันควรระแวงว่าน่าจะไม่ได้เบิกความไปโดยสุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1วินิจฉัยว่า คำเบิกความของนายสมบูรณ์มุ่งหมายจะช่วยให้จำเลยหลุดพ้นจากความผิด ไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังหักล้างคำเบิกความของผู้เสียหาย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายบุญเลิศไปยังที่เกิดเหตุ ขณะที่นายบุญเลิศใช้ไม้ตีศีรษะผู้เสียหาย จำเลยก็ยืนอยู่ข้าง ๆ นายบุญเลิศในลักษณะที่พร้อมจะช่วยเหลือให้การกระทำของนายบุญเลิศสัมฤทธิ์ผล เมื่อพิเคราะห์ว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ดูแลรักษาสวัสดิภาพของประชาชนแต่กลับเข้าสมทบให้กำลังใจนายบุญเลิศให้เข้าทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส นอกจากนี้ยังได้ความว่า หลังจากที่นายบุญเลิศตีผู้เสียหายแล้ว แทนที่จำเลยจะเข้าจับกุมนายบุญเลิศไปดำเนินคดี จำเลยกลับกล่าวหนุนให้นายบุญเลิศทำร้ายผู้เสียหายซ้ำอีก พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายบุญเลิศทำร้ายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน หาใช่เป็นการใช้ให้นายบุญเลิศทำร้ายร่างกายผู้เสียหายดังที่จำเลยฎีกาไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดีชอบแล้ว อนึ่ง แม้จะได้ความว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกนายบุญเลิศมีกำหนด 4 ปี แต่ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ซึ่งเบากว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยมาก แต่เมื่อคำนึงว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ดูแลรักษาสวัสดิภาพของประชาชนโดยทั่วไปกลับลงมือกระทำความผิดเสียเอง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไข

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3957/2548
primary_red_case_no
อ4308/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000434.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5053/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554