คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4901/2555 ฉบับเต็ม

#521559
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4901/2555 พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร โจทก์ นางนารีหรือแดง ใยแก้ว จำเลย ป.อ. มาตรา 10 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษจำเลยข้อหาค้าประเวณี แต่คดีนี้จำเลยกระทำความผิดข้อหาเป็นธุระจัดหาซึ่งบุคคลใดเพื่อการอนาจาร และเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีเป็นคนละข้อหากันและการกระทำต่างกัน การห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรตาม ป.อ. มาตรา 10 ต้องเป็นการลงโทษเพราะการกระทำเดียวกัน คือ เมื่อลงโทษข้อหาใดในต่างประเทศแล้วจะลงโทษข้อหาเดียวกันซ้ำในราชอาณาจักรอีกไม่ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 283, 310 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 282 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ จำเลยถูกจับกุมวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 ข้อหาค้าประเวณี และเมื่อพิจารณาโทรสารของกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ ที่ส่งถึงงานพิทักษ์เด็ก เยาวชน และสตรี ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แผ่นที่ 3 และที่ 4 ประกอบสำเนาโทรเลข สอท. (สถานเอกอัครราชทูต) แล้วได้ความว่า กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา ว่าจะดำเนินการส่งตัวหญิงไทยจำนวน 11 คน (ดังรายชื่อแนบ) ซึ่งถูกชักชวนไปค้าประเวณีที่ประเทศบาห์เรนพร้อมกับจำเลยซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ชักชวนหญิงไทยไปค้าประเวณีให้เดินทางกลับประเทศไทย และสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นแม่แท็กหรือแม่เล้า ดังนั้น การที่จำเลยเดินทางเข้าประเทศบาห์เรน 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 และที่ 2 ไปค้าประเวณี ครั้งที่ 3 ไปทำงานในโรงแรมฟาร์คอลตำแหน่งบริกรทั่วไปและได้รับบัตรลงทะเบียนประชาชนประเทศบาห์เรน แต่จำเลยยังคงค้าประเวณีจนถูกจับกุมส่งตัวกลับประเทศไทย แม้นางสาวอุไรพร พยานจำเลยซึ่งถูกจับกุมข้อหาเดียวกันและถูกส่งตัวกลับพร้อมกันจะเบิกความว่า จำเลยชอบช่วยเหลือคนไทย ที่ไปทำงานในโรงแรมฟาร์คอล และตอบโจทก์ถามค้านว่า ผู้หญิงไทยในโรงแรมขาดเหลืออะไรจะโทรศัพท์หาจำเลยและติดขัดเรื่องใดจำเลยสามารถพูดภาษาอาหรับช่วยประสานงานให้ก็ตาม พฤติการณ์จำเลยตามที่ได้ความมาเชื่อว่าจำเลยมีอาชีพบริกรทั่วไปหรือแม่บ้านบังหน้า จำเลยไปรับผู้เสียหายที่สนามบินประเทศบาห์เรนพามาโรงแรมฟาร์คอลซึ่งมีหญิงไทยประมาณ 10 คนค้าประเวณี และพาผู้เสียหายไปห้องอื่นให้ค้าประเวณีกับชาวต่างชาติ ฟังได้ว่า จำเลยเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหาเพื่อให้ผู้เสียหายกระทำการค้าประเวณี พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและจำเลยได้พ้นโทษแล้ว ห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 10 เห็นว่า ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษจำเลยข้อหาค้าประเวณี แต่คดีนี้จำเลยกระทำความผิดข้อหาเป็นธุระจัดหาซึ่งบุคคลใดเพื่อการอนาจารและเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีเป็นคนละข้อหากัน และการกระทำต่างกันการห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 10 ต้องเป็นการลงโทษเพราะการกระทำเดียวกันคือ เมื่อลงโทษข้อหาใดในต่างประเทศแล้วจะลงโทษข้อหาเดียวกันซ้ำในราชอาณาจักรอีกไม่ได้ ดังนั้น คดีนี้ย่อมลงโทษจำเลยได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น จำเลยฎีกาประการสุดท้าย ขอให้รอการลงโทษ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหาเป็นธุระจัดหาซึ่งบุคคลใดเพื่อการอนาจารและเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีนอกราชอาณาจักร เป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียงหญิงไทยและประเทศไทย ชาวต่างชาติในประเทศบาห์เรนอาจคิดว่าหญิงไทยเดินทางมาเพื่อต้องการค้าประเวณี ตามพฤติการณ์ไม่มีเหตุรอการลงโทษ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษชอบแล้ว แต่คำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา สมควรลดโทษให้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า คำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 (สุรพันธุ์ ละอองมณี-สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร-สมสันต์ ศุภศาสตรสิน) ศาลจังหวัดยโสธร - นายนพดล มณีนาค ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสำเรือง กมลละคร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5412/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1284/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ372/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
521559
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดยโสธร",
        "judge": "นายนพดล มณีนาค"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายสำเรือง กมลละคร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081987020"
    }
}
date
2555
deka_no
4901/2555
deka_running_no
4901
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "สุรพันธุ์ ละอองมณี",
    "สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร",
    "สมสันต์ ศุภศาสตรสิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 10"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539",
        "sections": [
            "ม. 9"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางนารีหรือแดง ใยแก้ว"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 283, 310 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 282 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ จำเลยถูกจับกุมวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 ข้อหาค้าประเวณี และเมื่อพิจารณาโทรสารของกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ ที่ส่งถึงงานพิทักษ์เด็ก เยาวชน และสตรี ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แผ่นที่ 3 และที่ 4 ประกอบสำเนาโทรเลข สอท. (สถานเอกอัครราชทูต) แล้วได้ความว่า กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา ว่าจะดำเนินการส่งตัวหญิงไทยจำนวน 11 คน (ดังรายชื่อแนบ) ซึ่งถูกชักชวนไปค้าประเวณีที่ประเทศบาห์เรนพร้อมกับจำเลยซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ชักชวนหญิงไทยไปค้าประเวณีให้เดินทางกลับประเทศไทย และสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นแม่แท็กหรือแม่เล้า ดังนั้น การที่จำเลยเดินทางเข้าประเทศบาห์เรน 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 และที่ 2 ไปค้าประเวณี ครั้งที่ 3 ไปทำงานในโรงแรมฟาร์คอลตำแหน่งบริกรทั่วไปและได้รับบัตรลงทะเบียนประชาชนประเทศบาห์เรน แต่จำเลยยังคงค้าประเวณีจนถูกจับกุมส่งตัวกลับประเทศไทย แม้นางสาวอุไรพร พยานจำเลยซึ่งถูกจับกุมข้อหาเดียวกันและถูกส่งตัวกลับพร้อมกันจะเบิกความว่า จำเลยชอบช่วยเหลือคนไทย ที่ไปทำงานในโรงแรมฟาร์คอล และตอบโจทก์ถามค้านว่า ผู้หญิงไทยในโรงแรมขาดเหลืออะไรจะโทรศัพท์หาจำเลยและติดขัดเรื่องใดจำเลยสามารถพูดภาษาอาหรับช่วยประสานงานให้ก็ตาม พฤติการณ์จำเลยตามที่ได้ความมาเชื่อว่าจำเลยมีอาชีพบริกรทั่วไปหรือแม่บ้านบังหน้า จำเลยไปรับผู้เสียหายที่สนามบินประเทศบาห์เรนพามาโรงแรมฟาร์คอลซึ่งมีหญิงไทยประมาณ 10 คนค้าประเวณี และพาผู้เสียหายไปห้องอื่นให้ค้าประเวณีกับชาวต่างชาติ ฟังได้ว่า จำเลยเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหาเพื่อให้ผู้เสียหายกระทำการค้าประเวณี พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและจำเลยได้พ้นโทษแล้ว ห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 10 เห็นว่า ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษจำเลยข้อหาค้าประเวณี แต่คดีนี้จำเลยกระทำความผิดข้อหาเป็นธุระจัดหาซึ่งบุคคลใดเพื่อการอนาจารและเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีเป็นคนละข้อหากัน และการกระทำต่างกันการห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 10 ต้องเป็นการลงโทษเพราะการกระทำเดียวกันคือ เมื่อลงโทษข้อหาใดในต่างประเทศแล้วจะลงโทษข้อหาเดียวกันซ้ำในราชอาณาจักรอีกไม่ได้ ดังนั้น คดีนี้ย่อมลงโทษจำเลยได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาประการสุดท้าย ขอให้รอการลงโทษ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหาเป็นธุระจัดหาซึ่งบุคคลใดเพื่อการอนาจารและเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีนอกราชอาณาจักร เป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียงหญิงไทยและประเทศไทย ชาวต่างชาติในประเทศบาห์เรนอาจคิดว่าหญิงไทยเดินทางมาเพื่อต้องการค้าประเวณี ตามพฤติการณ์ไม่มีเหตุรอการลงโทษ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษชอบแล้ว แต่คำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา สมควรลดโทษให้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า คำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1284/2547
primary_red_case_no
อ372/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000420.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5412/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555