คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11863/2555 ฉบับเต็ม

#525475
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11863/2555 นางไพริน พฤทธิพัฒนะพงศ์ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทยเอ็งเส็ง กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142, มาตรา 247 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 504,309.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยมิได้พิพากษารวมค่ายกรถจำนวน 11,000 บาท เข้าไปด้วย ซึ่งค่าเสียหายในส่วนนี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเพราะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้ง ทำให้คำพิพากษาและคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ไร้ผล และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2547 อันเป็นวันทำละเมิด ซึ่งเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ที่ขอบังคับนับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไป จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 831,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 391,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 504,309.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า นายแดงรุ่ง เป็นลูกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 4860 สมุทรสงคราม นายโทน เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 1278 สมุทรสงคราม รถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์ที่มีนายแดงรุ่งเป็นผู้ขับกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของจำเลยที่ 1 ที่มีนายโทนเป็นผู้ขับ เกิดการเฉี่ยวชนกัน เป็นเหตุให้นายแดงรุ่งได้รับอันตรายสาหัส นายโทนถึงแก่ความตาย และรถยนต์บรรทุกสิบล้อทั้งสองคันได้รับความเสียหาย โจทก์ได้จัดการซ่อมแซมรถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์โดยต้องใช้เวลานาน 3 เดือน และจ่ายค่าซ่อมแซมไปแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้ไม่ได้มีการชี้ขาดในทางอาญา ไม่มีการฟ้องนายโทนเนื่องจากนายโทนถึงแก่ความตายอันทำให้คดีอาญาระงับ จึงไม่สามารถพิสูจน์ความผิดว่าความประมาทเกิดจากนายโทน ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุที่ร้อยตำรวจโทมนูศักดิ์ พนักงานสอบสวนเป็นผู้จัดทำ ประกอบกับคำเบิกความของนายแดงรุ่งผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์ เชื่อว่านายโทนขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อแล่นตามรถยนต์บรรทุกสิบล้ออีก 2 คัน เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุรถยนต์บรรทุกสิบล้อทั้งสองคันหยุดรถอย่างกะทันหัน โดยแต่ละคันมีร่องรอยห้ามล้อยาว 15 เมตร และ 16.50 เมตร ตามลำดับ อยู่ในทางเดินรถของนายโทน แต่นายโทนไม่สามารถหยุดรถได้ทัน จึงหักหลบไปทางด้านขวาแล้วชนกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่นายแดงรุ่งขับสวนทางมาในทางเดินรถของนายแดงรุ่ง จึงรับฟังได้ว่าเหตุที่ชนกันเกิดจากความประมาทของนายโทน ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 2 สั่งให้นายโทนลูกจ้างออกไปทำงาน แต่นายโทนกลับขับรถออกไปนอกเส้นทางที่ว่าจ้าง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปที่เกิดเหตุอยู่ในเวลาทำงานในทางการที่จ้างเพราะตั้งแต่จำเลยที่ 2 ใช้ให้นายโทนขับรถไปบรรทุกทราย นายโทนยังไม่ได้กลับไปยังที่ทำการของจำเลยที่ 1 หรือกลับไปยังจุดที่ส่งทรายแม้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่นายโทนออกนอกเส้นทางที่จำเลยที่ 2 ใช้ให้ไปในทางการที่จ้างก็ยังถือว่านายโทนอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่การงานในทางการที่จ้าง จำเลยทั้งสองที่เป็นนายจ้างต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างกระทำไปในทางการที่จ้าง ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ค่าซ่อมแซมและค่าขาดประโยชน์ของรถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์สูงเกินกว่าความเป็นจริง ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า รถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์มีความเสียหายที่ด้านหน้าแสดงว่าเป็นการชนอย่างแรงย่อมกระทบกระเทือนไปยังกระบะบรรทุกได้ รายการซ่อมที่ปรากฏจึงเป็นการซ่อมแซมตามความเสียหายที่แท้จริง เมื่อพิจารณารายการอะไหล่ ประกอบกับบัญชีค่าใช้จ่ายเอกสารที่ระบุไว้ว่า ค่าซ่อมแซมเป็นเงิน 369,309.19 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าขาดประโยชน์ปรากฏว่า โจทก์มีอาชีพค้าขายวัสดุก่อสร้างประเภทหิน ทราย โดยใช้รถยนต์บรรทุกสิบล้อคันขนส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า จึงเห็นควรกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ในอัตราวันละ 1,500 บาท เป็นเวลา 3 เดือน เป็นเงิน 135,000 บาท ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้พิพากษารวมค่ายกรถจำนวน 11,000 บาท เข้าไปให้แก่โจทก์ด้วย ทั้งที่ค่าเสียหายในส่วนนี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้ง ทำให้คำพิพากษาและคำวินิจฉัยในส่วนนี้ของศาลชั้นต้นไร้ผล และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2547 อันเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไป ซึ่งเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ที่ขอบังคับนับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไป จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง กรณีปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา และ 247 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 515,309.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 (ธีระพงศ์ จิระภาค-วิรุฬห์ แสงเทียน-สมชาติ ธัญญาวินิชกุล) ศาลจังหวัดราชบุรี - นางแววมณี ประทุมแก้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายประกอบ ลีนะเปสนันท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1233/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ279/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1244/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
525475
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดราชบุรี",
        "judge": "นางแววมณี ประทุมแก้ว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายประกอบ ลีนะเปสนันท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081984996"
    }
}
date
2555
deka_no
11863/2555
deka_running_no
11863
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "สมชาติ ธัญญาวินิชกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางไพริน พฤทธิพัฒนะพงศ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทยเอ็งเส็ง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 831,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 391,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 504,309.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า นายแดงรุ่ง เป็นลูกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 4860 สมุทรสงคราม นายโทน เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 1278 สมุทรสงคราม รถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์ที่มีนายแดงรุ่งเป็นผู้ขับกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของจำเลยที่ 1 ที่มีนายโทนเป็นผู้ขับ เกิดการเฉี่ยวชนกัน เป็นเหตุให้นายแดงรุ่งได้รับอันตรายสาหัส นายโทนถึงแก่ความตาย และรถยนต์บรรทุกสิบล้อทั้งสองคันได้รับความเสียหาย โจทก์ได้จัดการซ่อมแซมรถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์โดยต้องใช้เวลานาน 3 เดือน และจ่ายค่าซ่อมแซมไปแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้ไม่ได้มีการชี้ขาดในทางอาญา ไม่มีการฟ้องนายโทนเนื่องจากนายโทนถึงแก่ความตายอันทำให้คดีอาญาระงับ จึงไม่สามารถพิสูจน์ความผิดว่าความประมาทเกิดจากนายโทน ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุที่ร้อยตำรวจโทมนูศักดิ์ พนักงานสอบสวนเป็นผู้จัดทำ ประกอบกับคำเบิกความของนายแดงรุ่งผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์ เชื่อว่านายโทนขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อแล่นตามรถยนต์บรรทุกสิบล้ออีก 2 คัน เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุรถยนต์บรรทุกสิบล้อทั้งสองคันหยุดรถอย่างกะทันหัน โดยแต่ละคันมีร่องรอยห้ามล้อยาว 15 เมตร และ 16.50 เมตร ตามลำดับ อยู่ในทางเดินรถของนายโทน แต่นายโทนไม่สามารถหยุดรถได้ทัน จึงหักหลบไปทางด้านขวาแล้วชนกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่นายแดงรุ่งขับสวนทางมาในทางเดินรถของนายแดงรุ่ง จึงรับฟังได้ว่าเหตุที่ชนกันเกิดจากความประมาทของนายโทน ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 2 สั่งให้นายโทนลูกจ้างออกไปทำงาน แต่นายโทนกลับขับรถออกไปนอกเส้นทางที่ว่าจ้าง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปที่เกิดเหตุอยู่ในเวลาทำงานในทางการที่จ้างเพราะตั้งแต่จำเลยที่ 2 ใช้ให้นายโทนขับรถไปบรรทุกทราย นายโทนยังไม่ได้กลับไปยังที่ทำการของจำเลยที่ 1 หรือกลับไปยังจุดที่ส่งทรายแม้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่นายโทนออกนอกเส้นทางที่จำเลยที่ 2 ใช้ให้ไปในทางการที่จ้างก็ยังถือว่านายโทนอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่การงานในทางการที่จ้าง จำเลยทั้งสองที่เป็นนายจ้างต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างกระทำไปในทางการที่จ้าง ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ค่าซ่อมแซมและค่าขาดประโยชน์ของรถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์สูงเกินกว่าความเป็นจริง ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า รถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์มีความเสียหายที่ด้านหน้าแสดงว่าเป็นการชนอย่างแรงย่อมกระทบกระเทือนไปยังกระบะบรรทุกได้ รายการซ่อมที่ปรากฏจึงเป็นการซ่อมแซมตามความเสียหายที่แท้จริง เมื่อพิจารณารายการอะไหล่ ประกอบกับบัญชีค่าใช้จ่ายเอกสารที่ระบุไว้ว่า ค่าซ่อมแซมเป็นเงิน 369,309.19 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าขาดประโยชน์ปรากฏว่า โจทก์มีอาชีพค้าขายวัสดุก่อสร้างประเภทหิน ทราย โดยใช้รถยนต์บรรทุกสิบล้อคันขนส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า จึงเห็นควรกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ในอัตราวันละ 1,500 บาท เป็นเวลา 3 เดือน เป็นเงิน 135,000 บาท ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้พิพากษารวมค่ายกรถจำนวน 11,000 บาท เข้าไปให้แก่โจทก์ด้วย ทั้งที่ค่าเสียหายในส่วนนี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้ง ทำให้คำพิพากษาและคำวินิจฉัยในส่วนนี้ของศาลชั้นต้นไร้ผล และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2547 อันเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไป ซึ่งเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ที่ขอบังคับนับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไป จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง กรณีปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา และ 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 515,309.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
opensearch_id
primary_black_case_no
พ279/2548
primary_red_case_no
พ1244/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000402.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1233/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555