คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4202/2555 ฉบับเต็ม

#525484
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4202/2555 บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทกรุงธนเอนยิเนียร์ จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 206 โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนและเป็นผู้เข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างถนนกาญจนาภิเษกจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างและเป็นเจ้าของโครงการ วันเกิดเหตุ อ. ขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปตามถนนกาญจนาภิเษกบริเวณซึ่งเป็นที่เกิดเหตุ โดยทางเดินรถช่องขวาสุดกำลังก่อสร้างทางมีลักษณะเป็นทางต่างระดับกับทางปกติ และมีวัสดุอุปกรณ์วางเกะกะอยู่ โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ติดตั้งสัญญาณและไฟส่องสว่าง เพื่อเตือนให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะทราบ เป็นเหตุให้ อ. ขับรถเฉี่ยวชนวัสดุก่อสร้างจนรถยนต์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาโดยละเอียดแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว แม้ตามสำเนารายงานประจำวันเอกสารท้ายฟ้องจะระบุว่าขณะเกิดเหตุ อ. ขับรถมาในช่องทางเดินรถซ้ายสุดแตกต่างจากที่ระบุในฟ้อง แต่คำฟ้องโจทก์อยู่ในวิสัยที่จำเลยทั้งสองสามารถเข้าใจได้ว่า รถยนต์คันเกิดเหตุชนกับวัสดุก่อสร้างในช่องเดินรถด้านขวาซึ่งเป็นทางต่างระดับ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม การที่จำเลยที่ 1 ไม่ติดตั้งเครื่องหมายหรือสัญญาและไฟส่องสว่าง เพื่อให้ผู้ขับขี่รถยนต์ในเวลากลางคืนมีโอกาสเห็นถนนที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ เป็นเหตุให้ อ. ขับรถชนแท่งเหล็กที่จำเลยที่ 1 วางไว้ จนได้รับความเสียหาย และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างและเป็นเจ้าของโครงการซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลจำเลยที่ 1 ในการก่อสร้าง แต่ละเลยไม่ควบคุมดูแล ถือเป็นความประมาทของจำเลยที่ 2 ร่วมด้วย แม้ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างจะกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบในการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ ก็เป็นเรื่องตกลงกันภายในระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดดังกล่าวด้วย ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระหนี้ครั้งสุดท้าย เพราะโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 บัญญัติว่า หนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด ดังนั้น โจทก์ในฐานะผู้เข้ารับช่วงสิทธิจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าซ่อมรถครั้งสุดท้ายได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 386,924 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 373,124 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 373,124 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 กันยายน 2541) ไม่เกิน 13,800 บาท ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะให้โจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า วันเกิดเหตุนางสาวอุไรวรรณขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปตามถนนกาญจนาภิเษกมุ่งหน้าไปทางแยกฉิมพลี เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณหมู่บ้านพาวิลเพลสทางเดินรถช่องขวาสุดกำลังก่อสร้างทางเป็นลักษณะทางต่างระดับกับถนนปกติและมีวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างวางเกะกะอยู่เรียงราย โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ติดตั้งสัญญาณและไฟส่องสว่างเพื่อแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะทราบ เป็นเหตุให้นางสาวอุไรวรรณขับรถเฉี่ยวชนกับวัสดุก่อสร้างและรถยนต์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาละเอียดแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว แม้ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานระบุว่า ขณะเกิดเหตุนางสาวอุไรวรรณขับรถมาในช่องเดินรถซ้ายสุดแตกต่างจากที่ระบุในฟ้อง แต่คำฟ้องของโจทก์อยู่ในวิสัยที่จำเลยทั้งสองสามารถเข้าใจได้ว่ารถยนต์คันเกิดเหตุเฉี่ยวชนกับวัสดุก่อสร้างในช่องเดินรถด้านขวาซึ่งเป็นทางต่างระดับ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ติดตั้งอุปกรณ์ส่องสว่าง เครื่องหมาย หรือสัญญาณเพื่อให้ผู้ขับขี่รถในเวลากลางคืนมีโอกาสมองเห็นถนนที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ เป็นเหตุให้นางสาวอุไรวรรณขับรถชนแท่งเหล็กที่จำเลยที่ 1 วางไว้ ทำให้รถยนต์ดังกล่าวได้รับความเสียหาย สำหรับจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมดูแลจำเลยที่ 1 ในการจัดให้มีสัญญาณเตือนภัยและควบคุมการก่อสร้าง แต่ละเลยไม่ควบคุมให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย จึงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ด้วย และแม้สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบในการเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องภายในระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในผลแห่งละเมิดดังกล่าว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 เพราะโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบ นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 บัญญัติว่า หนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันที่โจทก์ชำระเงินค่าซ่อมรถครั้งสุดท้ายไปเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์) ศาลแพ่ง - นายวศิน ศิลปไชย ศาลอุทธรณ์ - นายพิชัย เพ็งผ่อง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2123/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ13570/2541 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1914/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
525484
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายวศิน ศิลปไชย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายพิชัย เพ็งผ่อง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081987262"
    }
}
date
2555
deka_no
4202/2555
deka_running_no
4202
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์",
    "ศรีอัมพร ศาลิคุปต์",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 206"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทกรุงธนเอนยิเนียร์ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 386,924 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 373,124 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 373,124 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 กันยายน 2541) ไม่เกิน 13,800 บาท ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะให้โจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า วันเกิดเหตุนางสาวอุไรวรรณขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปตามถนนกาญจนาภิเษกมุ่งหน้าไปทางแยกฉิมพลี เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณหมู่บ้านพาวิลเพลสทางเดินรถช่องขวาสุดกำลังก่อสร้างทางเป็นลักษณะทางต่างระดับกับถนนปกติและมีวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างวางเกะกะอยู่เรียงราย โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ติดตั้งสัญญาณและไฟส่องสว่างเพื่อแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะทราบ เป็นเหตุให้นางสาวอุไรวรรณขับรถเฉี่ยวชนกับวัสดุก่อสร้างและรถยนต์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาละเอียดแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว แม้ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานระบุว่า ขณะเกิดเหตุนางสาวอุไรวรรณขับรถมาในช่องเดินรถซ้ายสุดแตกต่างจากที่ระบุในฟ้อง แต่คำฟ้องของโจทก์อยู่ในวิสัยที่จำเลยทั้งสองสามารถเข้าใจได้ว่ารถยนต์คันเกิดเหตุเฉี่ยวชนกับวัสดุก่อสร้างในช่องเดินรถด้านขวาซึ่งเป็นทางต่างระดับ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ติดตั้งอุปกรณ์ส่องสว่าง เครื่องหมาย หรือสัญญาณเพื่อให้ผู้ขับขี่รถในเวลากลางคืนมีโอกาสมองเห็นถนนที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ เป็นเหตุให้นางสาวอุไรวรรณขับรถชนแท่งเหล็กที่จำเลยที่ 1 วางไว้ ทำให้รถยนต์ดังกล่าวได้รับความเสียหาย สำหรับจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมดูแลจำเลยที่ 1 ในการจัดให้มีสัญญาณเตือนภัยและควบคุมการก่อสร้าง แต่ละเลยไม่ควบคุมให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย จึงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ด้วย และแม้สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบในการเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องภายในระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในผลแห่งละเมิดดังกล่าว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 เพราะโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบ นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 บัญญัติว่า หนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันที่โจทก์ชำระเงินค่าซ่อมรถครั้งสุดท้ายไปเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ13570/2541
primary_red_case_no
พ1914/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000422.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2123/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555