คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10061/2555 ฉบับเต็ม

#525488
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10061/2555 นางพรพรรณ ธัญญศิริ โจทก์ นายไสว ผิวขำดี จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1370, มาตรา 1382 การจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองนั้น นอกจากจะต้องครอบครองโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีแล้ว ยังจะต้องได้ความว่าเป็นการครอบครองไว้โดยสงบอีกด้วย การร้องทุกข์และนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจสอบแจ้งให้ผู้บุกรุกออกไปเสียจากที่ดิน ย่อมมีผลให้การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยถูกโต้แย้ง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการครอบครองโดยสงบที่จะนำระยะเวลาการครอบครองไปรวมเพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 300/69 ซอยชุมชน ส.พัทยา ถนนริมทางรถไฟสายแปดริ้ว แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1812 ตำบลบางกะปิ อำเภอห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร และทำที่ดินให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการก็ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการรื้อถอนบ้านเลขที่ดังกล่าว ตลอดจนขนย้ายสิ่งของออกจากบ้านที่มีการรื้อถอนนั้นได้ สำหรับค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนและขนย้ายสิ่งของให้จำเลยเป็นผู้ชำระ กับให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์และค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนบ้านเลขที่ดังกล่าว ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1812 และให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 300/69 ดังกล่าว กับทำที่พิพาทให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มีนาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนบ้านหลังดังกล่าว และขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1812 ดังกล่าว จำเลยปลูกสร้างบ้านชั้นเดียวอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 10 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1812 โดยบ้านดังกล่าวมิได้ปลูกสร้างขึ้นก่อนปี 2530 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้วหรือไม่ เห็นว่า การจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองนั้น นอกจากจะต้องครอบครองโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีแล้ว ยังจะต้องได้ความว่าเป็นการครอบครองไว้โดยสงบอีกด้วย โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า ในช่วงปี 2530 ถึง 2533 โจทก์ให้นายละไม คนขับรถของโจทก์ไปขับไล่ผู้บุกรุกที่ดินทุกรายรวมทั้งจำเลยด้วย แต่จำเลยและบุคคลเหล่านั้นไม่ยอมออกไป โจทก์จึงไปแจ้งความร้องทุกข์แก่พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน ว่าจำเลยกับพวกบุกรุกเข้าไปในที่ดิน ดังนั้น เมื่อในปี 2533 เจ้าของที่ดินได้มีการร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุกในที่ดินพิพาทซึ่งรวมถึงจำเลยซึ่งบุกรุกเข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทด้วย แม้ไม่ปรากฏว่าต่อมาได้มีการดำเนินคดีแก่จำเลย แต่การร้องทุกข์และนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจสอบแจ้งให้ผู้บุกรุกออกไปเสียจากที่ดินดังกล่าวย่อมมีผลให้การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยถูกโต้แย้ง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการครอบครองโดยสงบที่จะนำระยะเวลาการครอบครองไปรวมเพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น ทั้งยังได้ความต่อมาว่าในปี 2542 โจทก์ได้ยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกไปทำการรังวัดในที่ดินเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 ซึ่งมีเจ้าของที่ดินข้างเคียงมารับรองแนวเขต ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน นอกจากนี้ยังได้ความว่า โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเพื่อแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยเปิดเผย ผู้คนในชุมชนรับรู้และอยู่ในวิสัยที่จะรับรู้ได้แต่ไม่มีผู้ใดรวมทั้งจำเลยโต้แย้งแสดงสิทธิในที่ดิน ในทางกลับกันการดำเนินการของโจทก์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ได้แสดงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแล้วอันมีผลให้การครอบครองของจำเลยถูกกระทบกระเทือนโต้แย้ง ไม่อาจถือว่าเป็นการครอบครองโดยสงบอีกเช่นเดียวกัน ดังนี้แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว แต่การครอบครองดังกล่าวมิใช่การครอบครองโดยสงบติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี เพราะนับแต่วันที่โจทก์ดำเนินการรังวัดที่ดินจนถึงวันฟ้องยังไม่ถึงสิบปี เช่นนี้ จำเลยย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (เมทินี ชโลธร-ไชยยงค์ คงจันทร์-สมยศ เข็มทอง) ศาลแพ่ง - นางปรียนันท์ กุญเจริญ เดชภิรัตนมงคล ศาลอุทธรณ์ - นางจรรยา จีระเรืองรัตนา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.269/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ม113/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ม904/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
525488
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางปรียนันท์ กุญเจริญ เดชภิรัตนมงคล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางจรรยา จีระเรืองรัตนา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081985550"
    }
}
date
2555
deka_no
10061/2555
deka_running_no
10061
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "เมทินี ชโลธร",
    "ไชยยงค์ คงจันทร์",
    "สมยศ เข็มทอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1370",
            "ม. 1382"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางพรพรรณ ธัญญศิริ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายไสว ผิวขำดี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 300/69 ซอยชุมชน ส.พัทยา ถนนริมทางรถไฟสายแปดริ้ว แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1812 ตำบลบางกะปิ อำเภอห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร และทำที่ดินให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการก็ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการรื้อถอนบ้านเลขที่ดังกล่าว ตลอดจนขนย้ายสิ่งของออกจากบ้านที่มีการรื้อถอนนั้นได้ สำหรับค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนและขนย้ายสิ่งของให้จำเลยเป็นผู้ชำระ กับให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์และค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนบ้านเลขที่ดังกล่าว ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1812 และให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 300/69 ดังกล่าว กับทำที่พิพาทให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มีนาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนบ้านหลังดังกล่าว และขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1812 ดังกล่าว จำเลยปลูกสร้างบ้านชั้นเดียวอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 10 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1812 โดยบ้านดังกล่าวมิได้ปลูกสร้างขึ้นก่อนปี 2530

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้วหรือไม่ เห็นว่า การจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองนั้น นอกจากจะต้องครอบครองโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีแล้ว ยังจะต้องได้ความว่าเป็นการครอบครองไว้โดยสงบอีกด้วย โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า ในช่วงปี 2530 ถึง 2533 โจทก์ให้นายละไม คนขับรถของโจทก์ไปขับไล่ผู้บุกรุกที่ดินทุกรายรวมทั้งจำเลยด้วย แต่จำเลยและบุคคลเหล่านั้นไม่ยอมออกไป โจทก์จึงไปแจ้งความร้องทุกข์แก่พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน ว่าจำเลยกับพวกบุกรุกเข้าไปในที่ดิน ดังนั้น เมื่อในปี 2533 เจ้าของที่ดินได้มีการร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุกในที่ดินพิพาทซึ่งรวมถึงจำเลยซึ่งบุกรุกเข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทด้วย แม้ไม่ปรากฏว่าต่อมาได้มีการดำเนินคดีแก่จำเลย แต่การร้องทุกข์และนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจสอบแจ้งให้ผู้บุกรุกออกไปเสียจากที่ดินดังกล่าวย่อมมีผลให้การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยถูกโต้แย้ง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการครอบครองโดยสงบที่จะนำระยะเวลาการครอบครองไปรวมเพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น ทั้งยังได้ความต่อมาว่าในปี 2542 โจทก์ได้ยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกไปทำการรังวัดในที่ดินเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 ซึ่งมีเจ้าของที่ดินข้างเคียงมารับรองแนวเขต ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน นอกจากนี้ยังได้ความว่า โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเพื่อแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยเปิดเผย ผู้คนในชุมชนรับรู้และอยู่ในวิสัยที่จะรับรู้ได้แต่ไม่มีผู้ใดรวมทั้งจำเลยโต้แย้งแสดงสิทธิในที่ดิน ในทางกลับกันการดำเนินการของโจทก์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ได้แสดงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแล้วอันมีผลให้การครอบครองของจำเลยถูกกระทบกระเทือนโต้แย้ง ไม่อาจถือว่าเป็นการครอบครองโดยสงบอีกเช่นเดียวกัน ดังนี้แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว แต่การครอบครองดังกล่าวมิใช่การครอบครองโดยสงบติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี เพราะนับแต่วันที่โจทก์ดำเนินการรังวัดที่ดินจนถึงวันฟ้องยังไม่ถึงสิบปี เช่นนี้ จำเลยย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ม113/2545
primary_red_case_no
ม904/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000407.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.269/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555