คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13389/2555 ฉบับเต็ม

#525490
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13389/2555 นางละเอียด เชื้อสุวรรณ์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ นางจันทร์ดี ศรีบุรี โจทก์ บริษัทแก้วฟ้าวิลเลจ จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 378 ป.วิ.พ. มาตรา 142 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยในประเด็นที่ว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาตัวแทนหรือไม่ โดยใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์จำเลยทั้งสองแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์ที่สืบมาฟังไม่ได้ตามข้อกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาตัวแทนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนประเด็นที่ว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยไปตามคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในมูลหนี้เงินมัดจำตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน กรณีจึงต้องวินิจฉัยไปถึงมูลดังกล่าวว่าจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระหรือไม่ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินที่จะซื้อจะขายไปโดยไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาตัวแทน การที่โจทก์ไม่อาจดำเนินการโอนที่ดินให้จำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงถือได้ว่าเป็นกรณีการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายโจทก์ต้องรับผิดชอบ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายที่รับผิดจำต้องส่งคืนมัดจำตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสองจ่ายเพื่อชำระหนี้เงินมัดจำตามฟ้อง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมาทั้งหมด ไม่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 528,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 528,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางจันทร์ดี ตามคำสั่งศาลจังหวัดเชียงราย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทได้ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางจันทร์ดีทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 57907 ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 6 ไร่เศษ มีชื่อนางจันทร์ดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้จะซื้อในราคา 3,600,000 บาท ในวันทำสัญญา จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ชำระเงินมัดจำแก่โจทก์โดยออกเช็คสั่งจ่ายเงิน 500,000 บาท ให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงราย เจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินแปลงดังกล่าว ส่วนที่เหลืออีก 3,100,000 บาท กำหนดชำระภายใน 120 วัน นับแต่วันทำสัญญาและโจทก์จะจัดการโอนกรรมสิทธิ์ในวันเดียวกัน รายละเอียดข้อตกลงปรากฏตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โจทก์มอบเช็คเงินมัดจำให้จำเลยที่ 2 นำไปชำระหนี้จำนองบางส่วนให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงราย เพื่อระงับการขายทอดตลาดที่ดินที่จะซื้อจะขายกันไว้ก่อน ทั้งนี้โจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าหนี้ที่ถูกบังคับคดีมีจำนวนถึง 4,500,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าวไปในราคา 2,400,000 บาท มีปัญหาวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาตัวแทนทำให้โจทก์เสียหายหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนของโจทก์มีหน้าที่นำเช็คจำนวนเงิน 500,000 บาท ไปชำระหนี้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงราย เพื่อให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงราย ระงับการขายทอดตลาดที่ดินแปลงจะซื้อจะขาย แต่จำเลยทั้งสองไม่ไปทำการตามที่ได้รับมอบหมาย จึงไม่ได้ระงับการขายทอดตลาดและเจ้าพนักงานบังคับคดีขายที่ดินที่จะซื้อจะขายไปทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยทั้งสองในฐานะตัวแทนจึงต้องรับผิดตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองในเรื่องผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อที่โจทก์สามารถปฏิบัติตามสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จะซื้อจะขายให้จำเลยทั้งสองได้หรือไม่นั้น จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยในประเด็นว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาตัวแทนหรือไม่ โดยใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์จำเลยทั้งสองแล้ว พยานโจทก์เป็นที่สงสัยว่าหากจำเลยทั้งสองนำเช็คไปชำระหนี้บางส่วนแก่ธนาคารผู้รับจำนองแล้ว ธนาคารผู้รับจำนองจะผ่อนผันการบังคับคดีให้หรือไม่ เมื่อจำเลยที่ 2 นำสืบว่า นำเช็คไปขอชำระหนี้บางส่วนแก่ธนาคารผู้รับจำนองแล้ว แต่ธนาคารผู้รับจำนองไม่ยอมรับชำระหนี้ พฤติการณ์แห่งรูปคดีจึงไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อีกนัยหนึ่งคือ พยานหลักฐานของโจทก์ที่สืบมาฟังไม่ได้ตามข้อกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาตัวแทนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนประเด็นว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยไปตามคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในมูลหนี้เงินมัดจำตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน กรณีจึงต้องวินิจฉัยไปถึงมูลดังกล่าวว่าจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระหรือไม่ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินที่จะซื้อจะขายไปโดยไม่อาจฟังได้ว่าเป็นเพราะจำเลยทั้งสองผิดสัญญาตัวแทน การที่โจทก์ไม่อาจดำเนินการโอนที่ดินให้จำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงถือได้ว่าเป็นกรณีการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายโจทก์ต้องรับผิดชอบ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายที่รับผิดจำต้องส่งคืนมัดจำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสองจ่ายเพื่อชำระหนี้เงินมัดจำตามฟ้อง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมาทั้งหมด ไม่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นและที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์เสีย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วาสนา หงส์เจริญ-สมควร วิเชียรวรรณ-ปิยกุล บุญเพิ่ม) ศาลจังหวัดเชียงราย - นายณัฐสิทธิ์ ม่วงวิโรจน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายประจิตร ประคำโทน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2974/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ710/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1526/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
525490
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงราย",
        "judge": "นายณัฐสิทธิ์ ม่วงวิโรจน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายประจิตร ประคำโทน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081984635"
    }
}
date
2555
deka_no
13389/2555
deka_running_no
13389
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "วาสนา หงส์เจริญ",
    "สมควร วิเชียรวรรณ",
    "ปิยกุล บุญเพิ่ม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 378"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นางละเอียด เชื้อสุวรรณ์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางจันทร์ดี ศรีบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทแก้วฟ้าวิลเลจ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 528,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 528,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางจันทร์ดี ตามคำสั่งศาลจังหวัดเชียงราย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทได้ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางจันทร์ดีทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 57907 ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 6 ไร่เศษ มีชื่อนางจันทร์ดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้จะซื้อในราคา 3,600,000 บาท ในวันทำสัญญา จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ชำระเงินมัดจำแก่โจทก์โดยออกเช็คสั่งจ่ายเงิน 500,000 บาท ให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงราย เจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินแปลงดังกล่าว ส่วนที่เหลืออีก 3,100,000 บาท กำหนดชำระภายใน 120 วัน นับแต่วันทำสัญญาและโจทก์จะจัดการโอนกรรมสิทธิ์ในวันเดียวกัน รายละเอียดข้อตกลงปรากฏตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โจทก์มอบเช็คเงินมัดจำให้จำเลยที่ 2 นำไปชำระหนี้จำนองบางส่วนให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงราย เพื่อระงับการขายทอดตลาดที่ดินที่จะซื้อจะขายกันไว้ก่อน ทั้งนี้โจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าหนี้ที่ถูกบังคับคดีมีจำนวนถึง 4,500,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าวไปในราคา 2,400,000 บาท

มีปัญหาวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาตัวแทนทำให้โจทก์เสียหายหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนของโจทก์มีหน้าที่นำเช็คจำนวนเงิน 500,000 บาท ไปชำระหนี้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงราย เพื่อให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงราย ระงับการขายทอดตลาดที่ดินแปลงจะซื้อจะขาย แต่จำเลยทั้งสองไม่ไปทำการตามที่ได้รับมอบหมาย จึงไม่ได้ระงับการขายทอดตลาดและเจ้าพนักงานบังคับคดีขายที่ดินที่จะซื้อจะขายไปทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยทั้งสองในฐานะตัวแทนจึงต้องรับผิดตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองในเรื่องผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อที่โจทก์สามารถปฏิบัติตามสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จะซื้อจะขายให้จำเลยทั้งสองได้หรือไม่นั้น จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยในประเด็นว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาตัวแทนหรือไม่ โดยใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์จำเลยทั้งสองแล้ว พยานโจทก์เป็นที่สงสัยว่าหากจำเลยทั้งสองนำเช็คไปชำระหนี้บางส่วนแก่ธนาคารผู้รับจำนองแล้ว ธนาคารผู้รับจำนองจะผ่อนผันการบังคับคดีให้หรือไม่ เมื่อจำเลยที่ 2 นำสืบว่า นำเช็คไปขอชำระหนี้บางส่วนแก่ธนาคารผู้รับจำนองแล้ว แต่ธนาคารผู้รับจำนองไม่ยอมรับชำระหนี้ พฤติการณ์แห่งรูปคดีจึงไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อีกนัยหนึ่งคือ พยานหลักฐานของโจทก์ที่สืบมาฟังไม่ได้ตามข้อกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาตัวแทนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนประเด็นว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยไปตามคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในมูลหนี้เงินมัดจำตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน กรณีจึงต้องวินิจฉัยไปถึงมูลดังกล่าวว่าจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระหรือไม่ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินที่จะซื้อจะขายไปโดยไม่อาจฟังได้ว่าเป็นเพราะจำเลยทั้งสองผิดสัญญาตัวแทน การที่โจทก์ไม่อาจดำเนินการโอนที่ดินให้จำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงถือได้ว่าเป็นกรณีการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายโจทก์ต้องรับผิดชอบ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายที่รับผิดจำต้องส่งคืนมัดจำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสองจ่ายเพื่อชำระหนี้เงินมัดจำตามฟ้อง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมาทั้งหมด ไม่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นและที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์เสีย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ710/2550
primary_red_case_no
พ1526/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000399.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2974/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555