คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10057/2555 ฉบับเต็ม

#525497
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10057/2555 บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้าน ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 43 (5) ในการดำเนินกระบวนการของอนุญาโตตุลาการนี้ เป็นอนุญาโตตุลาการ สำนักงานอนุญาโตตุลาการ สมาคมประกันวินาศภัย ซึ่งมีข้อบังคับสมาคมประกันวินาศภัยว่าด้วยอนุญาโตตุลาการข้อ 22 ว่า "อนุญาโตตุลาการต้องวินิจฉัยชี้ขาดไปตามหลักกฎหมายและความยุติธรรม และบันทึกข้อตกลงต่างๆ ที่คู่พิพาทมีต่อกัน" ดังนั้น อนุญาโตตุลาการจึงต้องชี้ขาดไปตามข้อบังคับดังกล่าว เมื่อคู่ความตกลงให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยโดยอนุโลมตามคำวินิจฉัยของศาล อนุญาโตตุลาการจึงต้องผูกพันวินิจฉัยไปตามคำวินิจฉัยของศาลตามที่คู่ความตกลงกัน ซึ่งแม้ตามรายงานลงวันที่ 1 มิถุนายน 2543 จะไม่ได้ระบุให้ชัดแจ้งว่าคำวินิจฉัยของศาลนั้นต้องถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คำพิพากษาของศาลต่างชั้นกันมีผลแตกต่างกันนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่สูงกว่า การที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดโดยถือตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดมีนบุรีซึ่งยังไม่ถึงที่สุด จึงอาจขัดต่อผลของคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาที่เป็นศาลสูงกว่า และตามกฎหมายกำหนดให้เป็นคำพิพากษาที่จะต้องถือตาม จึงย่อมต้องแปลความตามความมุ่งหมายหรือเจตนาอันแท้จริงของคู่ความว่าคำวินิจฉัยของศาลดังกล่าวหมายถึงคำวินิจฉัยที่ถึงที่สุดแล้ว คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ถือเอาผลของคำพิพากษาศาลล่างที่อาจไม่มีผลให้ถือตาม จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่มิได้เป็นไปตามที่คู่ความได้ตกลงกัน ซึ่งเป็นเหตุให้ศาล ทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 43 (5) ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้คัดค้านชดใช้ค่าเสียหายตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นเงิน 549,596 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าธรรมเนียม 5,000 บาท แก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านรับผิดตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ คือ ให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 549,596 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าธรรมเนียมในชั้นอนุญาโตตุลาการแทนผู้ร้อง 5,000 บาท และให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า กรณีมีเหตุอันควรยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือไม่ โดยข้อพิพาทในคดีนี้คู่ความได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย ในชั้นพิจารณาของอนุญาโตตุลาการคู่ความตกลงกันตามรายงานลงวันที่ 1 มิถุนายน 2543 ว่า "คดีแพ่งที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ดังที่ระบุไว้ในรายงานวันที่ 8 ตุลาคม 2542 นั้น จนบัดนี้ก็ยังอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันว่าสำหรับประเด็นที่ 1 (หมายถึงประเด็นพิพาทว่า เหตุเรื่องนี้เกิดจากความประมาทของผู้ขับรถคันที่คู่กรณีรับประกันภัยไว้หรือไม่) นั้น ขอให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยโดยอนุโลมตามคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นนี้" ต่อมาศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำพิพากษาว่าเหตุเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถคันที่ผู้คัดค้านรับประกันภัย แต่คดียังไม่ถึงที่สุดเพราะคู่ความยื่นอุทธรณ์ ต่อมาอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านรับผิดในค่าเสียหายโดยมิได้รอให้ผลคดีถึงที่สุด นั้น เห็นว่า ในการดำเนินกระบวนการของอนุญาโตตุลาการนี้ เป็นอนุญาโตตุลาการ สำนักงานอนุญาโตตุลาการ สมาคมประกันวินาศภัยซึ่งมีข้อบังคับสมาคมประกันวินาศภัยว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ข้อ 22 ว่า "อนุญาโตตุลาการต้องวินิจฉัยชี้ขาดไปตามหลักกฎหมายและความยุติธรรม และบันทึกข้อตกลงต่าง ๆ ที่คู่พิพาทมีต่อกัน" ดังนั้น อนุญาโตตุลาการจึงต้องชี้ขาดไปตามข้อบังคับดังกล่าว เมื่อคู่ความตกลงให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยโดยอนุโลมตามคำวินิจฉัยของศาล อนุญาโตตุลาการจึงต้องผูกพันวินิจฉัยไปตามคำวินิจฉัยของศาลตามที่คู่ความตกลงกัน ซึ่งแม้ตามรายงานลงวันที่ 1 มิถุนายน 2543 จะไม่ได้ระบุให้ชัดแจ้งว่าคำวินิจฉัยของศาลนั้นต้องถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คำพิพากษาของศาลต่างชั้นกันมีผลแตกต่างกันนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่สูงกว่า การที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดโดยถือตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดมีนบุรีซึ่งยังไม่ถึงที่สุด จึงอาจขัดต่อผลของคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาที่เป็นศาลสูงกว่า และตามกฎหมายกำหนดให้เป็นคำพิพากษาที่จะต้องถือตาม จึงย่อมต้องแปลความตามความมุ่งหมายหรือเจตนาอันแท้จริงของคู่ความว่า คำวินิจฉัยของศาลดังกล่าวหมายถึง คำวินิจฉัยที่ถึงที่สุดแล้ว คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ถือเอาผลของคำพิพากษาศาลล่างที่อาจไม่มีผลให้ถือตาม จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่มิได้เป็นไปตามที่คู่ความได้ตกลงกัน ซึ่งเป็นเหตุให้ศาลทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (5) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น อนึ่ง ผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีด้วย เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งเรื่องคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีอีกต่อไป พิพากษากลับ .ให้ยกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท (นพพร โพธิรังสิยากร-ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายเจียม เสาวภา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.507/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ722/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ8873/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
525497
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายเจียม เสาวภา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081985552"
    }
}
date
2555
deka_no
10057/2555
deka_running_no
10057
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "นพพร โพธิรังสิยากร",
    "ศรีอัมพร ศาลิคุปต์",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 146 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545",
        "sections": [
            "ม. 43 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้คัดค้านชดใช้ค่าเสียหายตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นเงิน 549,596 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าธรรมเนียม 5,000 บาท แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านรับผิดตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ คือ ให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 549,596 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าธรรมเนียมในชั้นอนุญาโตตุลาการแทนผู้ร้อง 5,000 บาท และให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า กรณีมีเหตุอันควรยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือไม่ โดยข้อพิพาทในคดีนี้คู่ความได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย ในชั้นพิจารณาของอนุญาโตตุลาการคู่ความตกลงกันตามรายงานลงวันที่ 1 มิถุนายน 2543 ว่า "คดีแพ่งที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ดังที่ระบุไว้ในรายงานวันที่ 8 ตุลาคม 2542 นั้น จนบัดนี้ก็ยังอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันว่าสำหรับประเด็นที่ 1 (หมายถึงประเด็นพิพาทว่า เหตุเรื่องนี้เกิดจากความประมาทของผู้ขับรถคันที่คู่กรณีรับประกันภัยไว้หรือไม่) นั้น ขอให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยโดยอนุโลมตามคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นนี้" ต่อมาศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำพิพากษาว่าเหตุเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถคันที่ผู้คัดค้านรับประกันภัย แต่คดียังไม่ถึงที่สุดเพราะคู่ความยื่นอุทธรณ์ ต่อมาอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านรับผิดในค่าเสียหายโดยมิได้รอให้ผลคดีถึงที่สุด นั้น เห็นว่า ในการดำเนินกระบวนการของอนุญาโตตุลาการนี้ เป็นอนุญาโตตุลาการ สำนักงานอนุญาโตตุลาการ สมาคมประกันวินาศภัยซึ่งมีข้อบังคับสมาคมประกันวินาศภัยว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ข้อ 22 ว่า "อนุญาโตตุลาการต้องวินิจฉัยชี้ขาดไปตามหลักกฎหมายและความยุติธรรม และบันทึกข้อตกลงต่าง ๆ ที่คู่พิพาทมีต่อกัน" ดังนั้น อนุญาโตตุลาการจึงต้องชี้ขาดไปตามข้อบังคับดังกล่าว เมื่อคู่ความตกลงให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยโดยอนุโลมตามคำวินิจฉัยของศาล อนุญาโตตุลาการจึงต้องผูกพันวินิจฉัยไปตามคำวินิจฉัยของศาลตามที่คู่ความตกลงกัน ซึ่งแม้ตามรายงานลงวันที่ 1 มิถุนายน 2543 จะไม่ได้ระบุให้ชัดแจ้งว่าคำวินิจฉัยของศาลนั้นต้องถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คำพิพากษาของศาลต่างชั้นกันมีผลแตกต่างกันนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่สูงกว่า การที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดโดยถือตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดมีนบุรีซึ่งยังไม่ถึงที่สุด จึงอาจขัดต่อผลของคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาที่เป็นศาลสูงกว่า และตามกฎหมายกำหนดให้เป็นคำพิพากษาที่จะต้องถือตาม จึงย่อมต้องแปลความตามความมุ่งหมายหรือเจตนาอันแท้จริงของคู่ความว่า คำวินิจฉัยของศาลดังกล่าวหมายถึง คำวินิจฉัยที่ถึงที่สุดแล้ว คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ถือเอาผลของคำพิพากษาศาลล่างที่อาจไม่มีผลให้ถือตาม จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่มิได้เป็นไปตามที่คู่ความได้ตกลงกัน ซึ่งเป็นเหตุให้ศาลทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (5) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น

อนึ่ง ผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีด้วย เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งเรื่องคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีอีกต่อไป

พิพากษากลับ .ให้ยกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
พ722/2550
primary_red_case_no
พ8873/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000407.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.507/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555