คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10029/2555 ฉบับเต็ม

#525501
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10029/2555 นายเคลือบ สาวิโรจน์ โจทก์ นายทัศนัย แก้วสมบูรณ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 290 ป.พ.พ. มาตรา 237 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิขอให้บังคับคดีด้วยการยึดที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ แม้จำเลยที่ 1 จะนำต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทไปมอบให้ ฉ. ภริยาโจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืม แต่ที่ดินดังกล่าวก็ยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 อยู่ และตราบใดที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ฉ. ยังมิได้นำยึดที่ดินนั้นเพื่อบังคับการชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ก็ยังไม่มีสิทธิเกี่ยวข้องอย่างใดที่จะบังคับเอากับที่ดินดังกล่าวได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งการยึดที่ดินนั้นให้โจทก์ทราบแต่อย่างใด ขณะที่จำเลยที่ 2 นำยึดที่ดิน และต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการยึดให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบ พร้อมกับเรียกให้จำเลยที่ 1 ส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จนกระทั่งศาลแขวงสงขลาได้มีคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดที่ดินที่ยึดไปตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โจทก์ยังมิได้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ที่จะมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง เนื่องจากสิทธิของโจทก์ที่จะขอเฉลี่ยทรัพย์เพิ่งจะเกิดมีขึ้นในภายหลังเมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 มิได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในเวลานั้นว่าต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทอยู่ในความครอบครองของโจทก์ จึงไม่เป็นการใช้สิทธิบังคับคดีโดยฉ้อฉลเพื่อมิให้โจทก์ใช้สิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ เมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์เองที่จะต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ ก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันที่มีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคสี่ จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องแจ้งข้อเท็จจริงใดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้โจทก์สามารถยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ทันกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนั้น เมื่อศาลมิได้มีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทจากการขายทอดตลาดจึงมีสิทธิรับโอนที่ดินแปลงนี้ตามคำสั่งศาล เมื่อจำเลยที่ 2 มีสิทธิรับโอนก็ย่อมไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทและจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินนั้นให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นเพียงการกระทำไปตามสิทธิของจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายเท่านั้น มิได้เป็นการฉ้อฉลหรือละเมิดต่อโจทก์แต่ประการใด ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันไปเพิกถอนการออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3712 เลขที่ดิน 267 ตำบลทุ่งลาน อำเภอหาดใหญ่ (ปัจจุบันเป็นอำเภอคลองหอยโข่ง) จังหวัดสงขลา และให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ใช้แทนจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2537 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2541 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากนางฉลวย ภริยาโจทก์ ตามหนังสือสัญญากู้เงิน โดยมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3712 ตำบลทุ่งลาน อำเภอหาดใหญ่ (ปัจจุบันเป็นอำเภอคลองหอยโข่ง) จังหวัดสงขลา ที่พิพาทให้นางฉลวยยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้ แล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ทั้งสองรายดังกล่าว จำเลยที่ 2 ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ วันที่ 14 ธันวาคม 2543 ศาลแขวงสงขลามีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 ตามสำเนาคำพิพากษา วันที่ 24 มกราคม 2546 จำเลยที่ 2 นำยึดที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาท โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการยึดให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบ พร้อมกับให้จำเลยที่ 1 ส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 15 วัน นับแต่วันรับหมาย แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขออนุญาตขายทอดตลาดที่ดินพิพาทตามสำเนาเอกสารที่ยึดไว้ซึ่งศาลแขวงสงขลามีคำสั่งอนุญาต ตามสำเนารายงานการยึดทรัพย์ หมายแจ้งการยึดทรัพย์ รายการยึดที่ดิน หนังสือขออนุญาตขายทอดตลาดทรัพย์และหนังสือศาลแขวงสงขลา ต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2548 ศาลจังหวัดสงขลามีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ วันที่ 6 กันยายน 2548 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดในคดีที่จำเลยที่ 2 นำยึดได้ในราคา 100,000 บาท ตามสำเนารายงานเจ้าหน้าที่ (ขายทอดตลาด) และสัญญาซื้อขาย หลังจากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งให้นายอำเภอคลองหอยโข่งออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทและจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสงขลา นายอำเภอคลองหอยโข่งจึงออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินและจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิขอให้บังคับคดีด้วยการยึดที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ แม้จำเลยที่ 1 จะนำต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทไปมอบให้นางฉลวยภริยาโจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืม แต่ที่ดินดังกล่าวก็ยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 อยู่ และตราบใดที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางฉลวยยังมิได้นำยึดที่ดินนั้นเพื่อบังคับการชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ก็ยังไม่มีสิทธิเกี่ยวข้องอย่างใดที่จะบังคับเอากับที่ดินดังกล่าวได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งการยึดที่ดินนั้นให้โจทก์ทราบแต่อย่างใด ขณะที่จำเลยที่ 2 นำยึดที่ดินเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2546 และต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการยึดให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบ พร้อมกับเรียกให้จำเลยที่ 1 ส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จนกระทั่งศาลแขวงสงขลาได้มีคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดที่ดินที่ยึดไปตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2547 แล้ว นั้น โจทก์ยังมิได้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ที่จะมีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง เนื่องจากสิทธิของโจทก์ที่จะขอเฉลี่ยทรัพย์เพิ่งจะเกิดมีขึ้นในภายหลัง เมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคือตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2548 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 มิได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในเวลานั้นว่า ต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทอยู่ในความครอบครองของโจทก์ จึงไม่เป็นการใช้สิทธิบังคับคดีโดยฉ้อฉลเพื่อมิให้โจทก์ใช้สิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ดังที่โจทก์อ้างในฎีกา ส่วนเมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์เองที่จะต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันที่มีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคสี่ จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องแจ้งข้อเท็จจริงใดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้โจทก์สามารถยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ทันกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลมิได้มีคำสั่งให้ เพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทจากการขายทอดตลาดจึงมีสิทธิรับโอนที่ดินแปลงนี้ตามคำสั่งศาล เมื่อจำเลยที่ 2 มีสิทธิรับโอนก็ย่อมไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ขอให้นายอำเภอคลองหอยโข่งออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทและจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินนั้นให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นเพียงการกระทำไปตามสิทธิของจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายเท่านั้น มิได้เป็นการฉ้อฉลหรือละเมิดต่อโจทก์แต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สิงห์พล ละอองมณี-ภาภูมิ สรอัฑฒ์-ชาลี ทัพภวิมล) ศาลจังหวัดสงขลา - นายยิ่งยศ ตันอรชร ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.854/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ474/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ714/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
525501
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสงขลา",
        "judge": "นายยิ่งยศ ตันอรชร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081985554"
    }
}
date
2555
deka_no
10029/2555
deka_running_no
10029
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "สิงห์พล ละอองมณี",
    "ภาภูมิ สรอัฑฒ์",
    "ชาลี ทัพภวิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 290"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 237"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเคลือบ สาวิโรจน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายทัศนัย แก้วสมบูรณ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันไปเพิกถอนการออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3712 เลขที่ดิน 267 ตำบลทุ่งลาน อำเภอหาดใหญ่ (ปัจจุบันเป็นอำเภอคลองหอยโข่ง) จังหวัดสงขลา และให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ใช้แทนจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2537 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2541 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากนางฉลวย ภริยาโจทก์ ตามหนังสือสัญญากู้เงิน โดยมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3712 ตำบลทุ่งลาน อำเภอหาดใหญ่ (ปัจจุบันเป็นอำเภอคลองหอยโข่ง) จังหวัดสงขลา ที่พิพาทให้นางฉลวยยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้ แล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ทั้งสองรายดังกล่าว จำเลยที่ 2 ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ วันที่ 14 ธันวาคม 2543 ศาลแขวงสงขลามีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 ตามสำเนาคำพิพากษา วันที่ 24 มกราคม 2546 จำเลยที่ 2 นำยึดที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาท โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการยึดให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบ พร้อมกับให้จำเลยที่ 1 ส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 15 วัน นับแต่วันรับหมาย แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขออนุญาตขายทอดตลาดที่ดินพิพาทตามสำเนาเอกสารที่ยึดไว้ซึ่งศาลแขวงสงขลามีคำสั่งอนุญาต ตามสำเนารายงานการยึดทรัพย์ หมายแจ้งการยึดทรัพย์ รายการยึดที่ดิน หนังสือขออนุญาตขายทอดตลาดทรัพย์และหนังสือศาลแขวงสงขลา ต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2548 ศาลจังหวัดสงขลามีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ วันที่ 6 กันยายน 2548 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดในคดีที่จำเลยที่ 2 นำยึดได้ในราคา 100,000 บาท ตามสำเนารายงานเจ้าหน้าที่ (ขายทอดตลาด) และสัญญาซื้อขาย หลังจากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งให้นายอำเภอคลองหอยโข่งออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทและจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสงขลา นายอำเภอคลองหอยโข่งจึงออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินและจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548

เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิขอให้บังคับคดีด้วยการยึดที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ แม้จำเลยที่ 1 จะนำต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทไปมอบให้นางฉลวยภริยาโจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ยืม แต่ที่ดินดังกล่าวก็ยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 อยู่ และตราบใดที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางฉลวยยังมิได้นำยึดที่ดินนั้นเพื่อบังคับการชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ก็ยังไม่มีสิทธิเกี่ยวข้องอย่างใดที่จะบังคับเอากับที่ดินดังกล่าวได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งการยึดที่ดินนั้นให้โจทก์ทราบแต่อย่างใด

ขณะที่จำเลยที่ 2 นำยึดที่ดินเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2546 และต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการยึดให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบ พร้อมกับเรียกให้จำเลยที่ 1 ส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จนกระทั่งศาลแขวงสงขลาได้มีคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดที่ดินที่ยึดไปตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2547 แล้ว นั้น โจทก์ยังมิได้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ที่จะมีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง เนื่องจากสิทธิของโจทก์ที่จะขอเฉลี่ยทรัพย์เพิ่งจะเกิดมีขึ้นในภายหลัง เมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคือตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2548 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 มิได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในเวลานั้นว่า ต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทอยู่ในความครอบครองของโจทก์ จึงไม่เป็นการใช้สิทธิบังคับคดีโดยฉ้อฉลเพื่อมิให้โจทก์ใช้สิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ดังที่โจทก์อ้างในฎีกา

ส่วนเมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์เองที่จะต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันที่มีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคสี่ จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องแจ้งข้อเท็จจริงใดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้โจทก์สามารถยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ทันกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลมิได้มีคำสั่งให้ เพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทจากการขายทอดตลาดจึงมีสิทธิรับโอนที่ดินแปลงนี้ตามคำสั่งศาล เมื่อจำเลยที่ 2 มีสิทธิรับโอนก็ย่อมไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ขอให้นายอำเภอคลองหอยโข่งออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทและจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินนั้นให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นเพียงการกระทำไปตามสิทธิของจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายเท่านั้น มิได้เป็นการฉ้อฉลหรือละเมิดต่อโจทก์แต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ474/2550
primary_red_case_no
พ714/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000407.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.854/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555