คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6266/2555 ฉบับเต็ม

#525529
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6266/2555 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี โจทก์ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี ผู้ร้อง นายกังวาลชัย งามวิไลดี ผู้ประกัน ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ ที ป่าไม้แหลมทองอิมปอร์ต - เอ็กซ์ปอร์ต กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 119 วรรคสอง ป.วิ.พ. มาตรา 23, มาตรา 271 พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (8) พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 34 วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2538 ผู้ประกันผิดสัญญาไม่ส่งตัวจำเลยตามกำหนดนัด ศาลสั่งปรับผู้ประกันให้ชำระค่าปรับภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับคำบังคับ ครบกำหนดระยะเวลาบังคับคดีสิบปีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ในวันที่ 21 มีนาคม 2548 ในขณะที่ผู้ประกันผิดสัญญาประกันพนักงานอัยการเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (8) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ผู้ร้องจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการบังคับคดี ต่อมามีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับคดีตามสัญญาประกันตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 34 โดยให้เพิ่มเติมความเป็นวรรคสองของมาตรา 119 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 กำหนดให้อำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันเป็นอำนาจและหน้าที่ของผู้ร้องซึ่งเป็นหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมนับแต่วันดังกล่าว เมื่อปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องต้องตรวจสอบสำนวนที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีทั้งหมด และปรากฏว่ามีสำนวนที่ค้างการพิจารณาที่กรมบังคับคดีจำนวนมาก ประกอบกับคดีนี้ครบกำหนดระยะเวลาบังคับคดีในวันที่ 21 มีนาคม 2548 ซึ่งเป็นระยะเวลาเพียง 2 เดือนเศษ นับแต่ผู้ร้องมีอำนาจและหน้าที่ในการบังคับคดี แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีเมื่อสิ้นระยะเวลาบังคับคดีแล้วเป็นเวลานาน 4 ปีเศษ ก็เป็นเพราะมีสำนวนค้างการบังคับคดีเป็นจำนวนมาก ผู้ร้องจึงไม่อาจตรวจสอบได้ด้วยความรวดเร็ว ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ประกอบกับเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลจะออกคำสั่งขยายระยะเวลาได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91 ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 2 ต่อมาผู้ประกันผิดสัญญาประกันโดยไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ตามที่นัดไว้ต่อศาล วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2538 ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันเต็มตามสัญญาประกันเป็นเงิน 300,000 บาท วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2538 ศาลชั้นต้นมีคำบังคับส่งไปยังผู้ประกัน ให้ผู้ประกันชำระค่าปรับแก่ศาลชั้นต้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำบังคับ ผู้ประกันไม่ชำระ วันที่ 25 กรกฎาคม 2544 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประจำศาลจังหวัดมีนบุรีเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี จัดการยึดทรัพย์สินของผู้ประกันหรือทำการอื่นใดโดยอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อนำเงินมาชำระค่าปรับแก่ศาล วันที่ 12 พฤษภาคม 2552 ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาบังคับคดีออกไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีออกไปเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2548 วันที่ 9 กันยายน 2552 ผู้ประกันยื่นคำร้องว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง บัญญัติเพิ่มเติมขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2547 ก่อนหน้านั้นเป็นอำนาจพนักงานอัยการที่จะดำเนินการบังคับคดีตามสัญญาประกัน ซึ่งสามารถร้องขอให้บังคับคดีได้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2538 เป็นต้นมา แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการร้องขอให้บังคับคดีแต่อย่างใดนับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 14 ปี การที่พนักงานอัยการมิได้ดำเนินการบังคับคดีตลอดระยะเวลาที่อยู่ในอำนาจของตนถึง 9 ปีเศษ และต่อมาการบังคับคดีอยู่ในอำนาจของผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี ก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการร้องขอให้บังคับคดีเช่นกัน การเพิกเฉยของพนักงานอัยการและผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรีถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของทั้งสองหน่วยงาน การบังคับคดีแก่ผู้ประกันจึงไม่อาจทำได้ เนื่องจากล่วงเลยระยะเวลาการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เหตุที่ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรีอ้างว่า เมื่อบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติเพิ่มขึ้นใหม่มีผลใช้บังคับ มีผลให้การบังคับคดีเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ศาลเพิ่มขึ้นจากหลักการเดิม และถือว่าหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดี ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่อาจร้องขอขยายระยะเวลาได้ก่อนสิ้นระยะเวลา อีกทั้งผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรีสามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาก่อนสิ้นระยะเวลาการบังคับคดีได้เพราะสำนวนคดีอยู่ในอำนาจของตนเป็นระยะเวลากว่า 3 เดือน ก่อนสิ้นระยะเวลาการบังคับคดี ขอให้มีคำสั่งยุติการบังคับคดีแก่ผู้ประกัน และคืนหลักทรัพย์อันได้แก่ โฉนดที่ดินเลขที่ 375 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร และโฉนดที่ดินเลขที่ 7379 ตำบลทับยาว (ลำต้อยติ่ง) อำเภอลาดกระบัง (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร ให้แก่ผู้ประกัน และให้มีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดกระบัง เพื่อถอนอายัดหลักประกันด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ประกัน ผู้ประกันอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คืนหลักประกันแก่ผู้ประกัน และให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งถอนการอายัดหลักประกันไปยังเจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2538 ผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกัน วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2538 ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้ผู้ประกันชำระค่าปรับภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับคำบังคับ ผู้ประกันไม่ชำระค่าปรับ วันที่ 25 กรกฎาคม 2544 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประจำศาลชั้นต้นเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการยึดทรัพย์สินของผู้ประกันหรือทำการอื่นใดโดยอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อนำเงินมาชำระค่าปรับศาล โดยครบกำหนดระยะเวลาการบังคับคดีสิบปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ในวันที่ 21 มีนาคม 2548 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2552 หลังจากที่ครบกำหนดระยะเวลาการบังคับคดีแล้ว จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีก่อนสิ้นระยะเวลาการบังคับคดี ผู้ร้องจะยื่นคำร้องได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย เห็นว่าเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยในขณะที่ผู้ประกันผิดสัญญาประกันพนักงานอัยการเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (8) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ผู้ร้องจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการบังคับคดีจากผู้ประกัน ต่อมามีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับคดีตามสัญญาประกัน ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 34 โดยให้เพิ่มเติมความเป็นวรรคสองของมาตรา 119 ว่า เพื่อประโยชน์ในการบังคับคดี ให้ศาลชั้นต้นที่พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดี มีอำนาจออกหมายบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของบุคคลซึ่งต้องรับผิดตามสัญญาประกันได้เสมือนว่าเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา และให้ถือว่าหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกันดังกล่าว และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ดังนี้ อำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันจึงเป็นอำนาจและหน้าที่ของผู้ร้องนับแต่วันดังกล่าว เมื่อปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องต้องตรวจสอบสำนวนที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีทั้งหมด และปรากฏว่ามีสำนวนที่ค้างการพิจารณาที่กรมบังคับคดีจำนวนมาก ประกอบกับคดีนี้ครบกำหนดระยะเวลาบังคับคดีในวันที่ 21 มีนาคม 2548 ซึ่งเป็นระยะเวลาเพียง 2 เดือนเศษ นับแต่ผู้ร้องมีอำนาจและหน้าที่ในการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีเมื่อสิ้นระยะเวลาบังคับคดีแล้วเป็นเวลานาน 4 ปีเศษ ก็เป็นเพราะมีสำนวนค้างการบังคับคดีเป็นจำนวนมาก ผู้ร้องจึงไม่อาจตรวจสอบได้ด้วยความรวดเร็ว ตามพฤติการณ์ดังกล่าวมาถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ประกอบกับเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลจะออกคำสั่งขยายระยะเวลาได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องขยายระยะเวลาการบังคับคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น ส่วนฎีกาของผู้ร้องในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเนื่องจากไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ประกัน (อภิรัตน์ ลัดพลี-กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์-ธงชัย เสนามนตรี) ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายนพรัตน์ อักษร ศาลอุทธรณ์ - นายเรวัตร สกุลคล้อย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3798/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2199/2536 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ783/2538 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
525529
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมีนบุรี",
        "judge": "นายนพรัตน์ อักษร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายเรวัตร สกุลคล้อย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081986664"
    }
}
date
2555
deka_no
6266/2555
deka_running_no
6266
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์",
    "ธงชัย เสนามนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 119 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 23",
            "ม. 271"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498",
        "sections": [
            "ม. 11 (8)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547",
        "sections": [
            "ม. 34"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี"
    },
    {
        "role": "ผู้ประกัน",
        "name": "นายกังวาลชัย งามวิไลดี"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ ที ป่าไม้แหลมทองอิมปอร์ต -"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "เอ็กซ์ปอร์ต กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91 ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 2 ต่อมาผู้ประกันผิดสัญญาประกันโดยไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ตามที่นัดไว้ต่อศาล วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2538 ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันเต็มตามสัญญาประกันเป็นเงิน 300,000 บาท วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2538 ศาลชั้นต้นมีคำบังคับส่งไปยังผู้ประกัน ให้ผู้ประกันชำระค่าปรับแก่ศาลชั้นต้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำบังคับ ผู้ประกันไม่ชำระ วันที่ 25 กรกฎาคม 2544 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประจำศาลจังหวัดมีนบุรีเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี จัดการยึดทรัพย์สินของผู้ประกันหรือทำการอื่นใดโดยอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อนำเงินมาชำระค่าปรับแก่ศาล วันที่ 12 พฤษภาคม 2552 ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาบังคับคดีออกไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีออกไปเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2548

วันที่ 9 กันยายน 2552 ผู้ประกันยื่นคำร้องว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง บัญญัติเพิ่มเติมขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2547 ก่อนหน้านั้นเป็นอำนาจพนักงานอัยการที่จะดำเนินการบังคับคดีตามสัญญาประกัน ซึ่งสามารถร้องขอให้บังคับคดีได้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2538 เป็นต้นมา แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการร้องขอให้บังคับคดีแต่อย่างใดนับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 14 ปี การที่พนักงานอัยการมิได้ดำเนินการบังคับคดีตลอดระยะเวลาที่อยู่ในอำนาจของตนถึง 9 ปีเศษ และต่อมาการบังคับคดีอยู่ในอำนาจของผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี ก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการร้องขอให้บังคับคดีเช่นกัน การเพิกเฉยของพนักงานอัยการและผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรีถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของทั้งสองหน่วยงาน การบังคับคดีแก่ผู้ประกันจึงไม่อาจทำได้ เนื่องจากล่วงเลยระยะเวลาการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เหตุที่ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรีอ้างว่า เมื่อบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติเพิ่มขึ้นใหม่มีผลใช้บังคับ มีผลให้การบังคับคดีเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ศาลเพิ่มขึ้นจากหลักการเดิม และถือว่าหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดี ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่อาจร้องขอขยายระยะเวลาได้ก่อนสิ้นระยะเวลา อีกทั้งผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรีสามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาก่อนสิ้นระยะเวลาการบังคับคดีได้เพราะสำนวนคดีอยู่ในอำนาจของตนเป็นระยะเวลากว่า 3 เดือน ก่อนสิ้นระยะเวลาการบังคับคดี ขอให้มีคำสั่งยุติการบังคับคดีแก่ผู้ประกัน และคืนหลักทรัพย์อันได้แก่ โฉนดที่ดินเลขที่ 375 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร และโฉนดที่ดินเลขที่ 7379 ตำบลทับยาว (ลำต้อยติ่ง) อำเภอลาดกระบัง (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร ให้แก่ผู้ประกัน และให้มีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดกระบัง เพื่อถอนอายัดหลักประกันด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ประกัน

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คืนหลักประกันแก่ผู้ประกัน และให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งถอนการอายัดหลักประกันไปยังเจ้าพนักงานที่ดิน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2538 ผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกัน วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2538 ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้ผู้ประกันชำระค่าปรับภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับคำบังคับ ผู้ประกันไม่ชำระค่าปรับ วันที่ 25 กรกฎาคม 2544 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประจำศาลชั้นต้นเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการยึดทรัพย์สินของผู้ประกันหรือทำการอื่นใดโดยอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อนำเงินมาชำระค่าปรับศาล โดยครบกำหนดระยะเวลาการบังคับคดีสิบปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ในวันที่ 21 มีนาคม 2548

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2552 หลังจากที่ครบกำหนดระยะเวลาการบังคับคดีแล้ว จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีก่อนสิ้นระยะเวลาการบังคับคดี ผู้ร้องจะยื่นคำร้องได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย เห็นว่าเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยในขณะที่ผู้ประกันผิดสัญญาประกันพนักงานอัยการเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (8) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ผู้ร้องจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการบังคับคดีจากผู้ประกัน ต่อมามีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับคดีตามสัญญาประกัน ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 34 โดยให้เพิ่มเติมความเป็นวรรคสองของมาตรา 119 ว่า เพื่อประโยชน์ในการบังคับคดี ให้ศาลชั้นต้นที่พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดี มีอำนาจออกหมายบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของบุคคลซึ่งต้องรับผิดตามสัญญาประกันได้เสมือนว่าเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา และให้ถือว่าหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกันดังกล่าว และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ดังนี้ อำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันจึงเป็นอำนาจและหน้าที่ของผู้ร้องนับแต่วันดังกล่าว เมื่อปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องต้องตรวจสอบสำนวนที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีทั้งหมด และปรากฏว่ามีสำนวนที่ค้างการพิจารณาที่กรมบังคับคดีจำนวนมาก ประกอบกับคดีนี้ครบกำหนดระยะเวลาบังคับคดีในวันที่ 21 มีนาคม 2548 ซึ่งเป็นระยะเวลาเพียง 2 เดือนเศษ นับแต่ผู้ร้องมีอำนาจและหน้าที่ในการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีเมื่อสิ้นระยะเวลาบังคับคดีแล้วเป็นเวลานาน 4 ปีเศษ ก็เป็นเพราะมีสำนวนค้างการบังคับคดีเป็นจำนวนมาก ผู้ร้องจึงไม่อาจตรวจสอบได้ด้วยความรวดเร็ว ตามพฤติการณ์ดังกล่าวมาถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ประกอบกับเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลจะออกคำสั่งขยายระยะเวลาได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องขยายระยะเวลาการบังคับคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น ส่วนฎีกาของผู้ร้องในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเนื่องจากไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ประกัน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2199/2536
primary_red_case_no
อ783/2538
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000417.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3798/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555