คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9948/2555 ฉบับเต็ม

#525538
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9948/2555 พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต โจทก์ นางสุมณฑา เจษฎาสมุทร โจทก์ร่วม นางสาววิลาวัลย์ สุทธิธรรมรัตน์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก ป.พ.พ. มาตรา 1033 วรรคหนึ่ง โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนกับบริษัท อ. เพื่อดำเนินกิจการของโรงเรียน อันมีโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 เป็นหุ้นส่วน เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เป็นหุ้นส่วนตกลงกันไว้ในกระบวนการห้างหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมจัดการห้างหุ้นส่วนนั้นได้ทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1033 วรรคหนึ่ง โจทก์ร่วมในฐานะหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญยังมิได้จดทะเบียน ย่อมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ (วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่) ขณะเกิดเหตุแม้จำเลยไม่ได้ทำหน้าที่ฝ่ายการเงินของโรงเรียนและไม่มีหน้าที่รับเงินจากนักเรียนโดยตรงก็ตาม แต่จำเลยเป็นอาจารย์ฝ่ายทะเบียนและฝ่ายผู้สอน นักเรียนสามารถฝากเงินแก่จำเลยให้นำไปชำระแก่โรงเรียนได้โดยถือเสมือนหนึ่งว่านักเรียนชำระเงินให้แก่โรงเรียนแล้ว และจำเลยมีหน้าที่นำเงินดังกล่าวไปมอบให้ฝ่ายการเงิน ถือได้ว่าจำเลยได้รับมอบหมายโดยปริยายจากโรงเรียนให้มีหน้าที่รับเงินจากนักเรียนแทนโรงเรียนได้ ซึ่งเมื่อจำเลยได้รับเงินดังกล่าวจากนักเรียนแล้ว เงินดังกล่าวย่อมตกเป็นของโรงเรียน ซึ่งเป็นกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญยังมิได้จดทะเบียน ไม่ได้เป็นของนักเรียนอีกต่อไป นักเรียนผู้ชำระเงินผ่านจำเลย จึงมิใช่ผู้เสียหายผู้มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย ดังนั้นแม้ก่อนโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในคดีนี้ นักเรียนผู้ชำระเงินผ่านจำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในข้อหาฉ้อโกง และถอนคำร้องทุกข์เนื่องจากโรงเรียนออกใบรับรองผลการเรียนให้ไปแล้วก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่านักเรียนดังกล่าวเป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจถอนคำร้องทุกข์ในความผิดข้อหายักยอกตามฟ้องนี้ได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ ในส่วนนี้จึงยังไม่ระงับไป เพราะมิใช่เป็นการเปลี่ยนตัวผู้เสียหายและเปลี่ยนข้อหาเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2555) ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 และให้จำเลยคืนเงิน 37,400 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสุมณฑา ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 4 เดือน และปรับกระทงละ 2,000 บาท รวม 9 กระทง จำคุก 36 เดือน และปรับ 18,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 และให้จำเลยคืนเงิน 37,400 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับคำฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.5 ออกจากสารบบความกับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับค่าฟ้องข้อ 1.6 ถึง 1.9 โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในส่วนคำฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.5 ระงับไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมในฐานะหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญยังมิได้จดทะเบียน ย่อมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้และถือได้ว่าเงินที่จำเลยรับจากนักเรียนย่อมตกเป็นของโรงเรียนแล้วไม่ได้เป็นของนักเรียนอีกต่อไป นักเรียนผู้ชำระเงินผ่านจำเลย จึงมิใช่ผู้เสียหายผู้มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย ดังนั้นแม้ก่อนโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในคดีนี้ นางสาวธิดารัตน์ นางสาวอรอุมา นางสาวอัมพารัตน์ นางสาวนฤมล และนางสาวอัชฌา นักเรียนผู้ชำระเงินผ่านจำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาในข้อหาฉ้อโกงแก่จำเลย และถอนคำร้องทุกข์เนื่องจากโรงเรียนออกใบรับรองผลการเรียนให้ไปแล้วก็ตาม แต่ก็ถือไม่ได้ว่านักเรียนดังกล่าวเป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจถอนคำร้องทุกข์ในความผิดข้อหายักยอกตามฟ้องนี้ได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ ในส่วนคำฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.5 จึงยังไม่ระงับไป เพราะมิใช่เป็นการเปลี่ยนตัวผู้เสียหายและเปลี่ยนข้อหาเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อสุดท้ายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องตามคำฟ้องข้อ 1.6 ถึง 1.9 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและพันตำรวจโทวีรวัฒน์ พนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันว่าวันที่ 19 กันยายน 2541 โจทก์ร่วมมาแจ้งความว่า จำเลยยักยอกเงินของโรงเรียนไป 160,000 บาทเศษ โดยมอบเอกสารตามบัญชีของกลาง ซึ่งมีใบคำร้องทั่วไปของนักเรียนผู้เสียหายรวม 11 ฉบับ ซึ่งเป็นนักเรียนที่จำเลยรับเงินค่าเล่าเรียนมาแล้วไม่นำส่งเข้าบัญชีเงินฝากของโรงเรียนตามฟ้องทั้งหมดรวมอยู่ด้วย เมื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายจากการกระทำผิดของจำเลย จึงมีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยได้ ฟังได้ว่า คดีนี้มีการร้องทุกข์โดยชอบพนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยจะต้องคืนเงินแก่ผู้เสียหายเพียงใดซึ่งปัญหาข้อนี้จำเลยอุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและคู่ความสืบพยานเสร็จแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย เห็นว่า จำเลยยักยอกเงินที่เก็บจากนักเรียนรวม 9 คน เป็นเงินรวม 137,400 บาท ไปก็ตาม แต่นายอิศนุวัฒน์ ผู้จัดการโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ พยานโจทก์ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยกลับเบิกความว่า หลังจากมีการแจ้งความร้องทุกข์ในคดีนี้ โรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง แล้วได้ความว่า นักเรียน 9 คน ที่ฝากเงินค่าเล่าเรียนแก่จำเลยนั้นเป็นนักเรียนภาคค่ำ ไม่สะดวกที่จะนำเงินไปชำระในภาคกลางวัน และใน 9 คนนั้น มีนักเรียนไปแจ้งความรวม 5 คน โดย 4 ใน 5 คนนั้นเป็นนักเรียนที่โอนมาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต ในปีที่ 2 เทอมสุดท้ายซึ่งต้องชำระค่าเรียนเพียงคนละ 7,000 บาท ไม่ใช่คนละ 20,000 บาท และต่อมาจำเลยโอนเงิน 100,000 บาทคืนเข้าบัญชีโรงเรียนแล้ว เจือสมทางนำสืบของจำเลยที่รับว่าจำเลยรับเงินจากนักเรียนตามคำร้องทั่วไป เพียง 84,400 บาท เท่านั้น และเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2541 จำเลยโอนเงิน 100,000 บาท ที่กู้มาจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูคืนเข้าบัญชีโรงเรียนแล้วตามใบนำฝากและระเบียนแสดงผลการเรียน พยานจำเลยมีพยานเอกสารดังกล่าวมาแสดงสนับสนุนน่าเชื่อถือจึงมีน้ำหนักพอฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำนวนเงินที่จำเลยยักยอกไปมีไม่เกิน 100,000 บาท และจำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวโอนเข้าบัญชีของโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยคืนเงิน 37,400 บาทแก่ผู้เสียหายอีก พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกเว้นคำขอให้จำเลยคืนเงิน 37,400 บาท ให้ยกเสีย (สมควร วิเชียรวรรณ-ปิยกุล บุญเพิ่ม-วาสนา หงส์เจริญ) ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายธนชัย เปรมธนวิศิษฐ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายสิงห์พล ละอองมณี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5440/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2543/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ5226/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
525538
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดภูเก็ต",
        "judge": "นายธนชัย เปรมธนวิศิษฐ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายสิงห์พล ละอองมณี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081985558"
    }
}
date
2555
deka_no
9948/2555
deka_running_no
9948
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "สมควร วิเชียรวรรณ",
    "ปิยกุล บุญเพิ่ม",
    "วาสนา หงส์เจริญ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 352 วรรคแรก"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1033 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางสุมณฑา เจษฎาสมุทร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาววิลาวัลย์ สุทธิธรรมรัตน์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 และให้จำเลยคืนเงิน 37,400 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสุมณฑา ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 4 เดือน และปรับกระทงละ 2,000 บาท รวม 9 กระทง จำคุก 36 เดือน และปรับ 18,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 และให้จำเลยคืนเงิน 37,400 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับคำฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.5 ออกจากสารบบความกับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับค่าฟ้องข้อ 1.6 ถึง 1.9

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในส่วนคำฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.5 ระงับไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมในฐานะหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญยังมิได้จดทะเบียน ย่อมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้และถือได้ว่าเงินที่จำเลยรับจากนักเรียนย่อมตกเป็นของโรงเรียนแล้วไม่ได้เป็นของนักเรียนอีกต่อไป นักเรียนผู้ชำระเงินผ่านจำเลย จึงมิใช่ผู้เสียหายผู้มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย ดังนั้นแม้ก่อนโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในคดีนี้ นางสาวธิดารัตน์ นางสาวอรอุมา นางสาวอัมพารัตน์ นางสาวนฤมล และนางสาวอัชฌา นักเรียนผู้ชำระเงินผ่านจำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาในข้อหาฉ้อโกงแก่จำเลย และถอนคำร้องทุกข์เนื่องจากโรงเรียนออกใบรับรองผลการเรียนให้ไปแล้วก็ตาม แต่ก็ถือไม่ได้ว่านักเรียนดังกล่าวเป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจถอนคำร้องทุกข์ในความผิดข้อหายักยอกตามฟ้องนี้ได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ ในส่วนคำฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.5 จึงยังไม่ระงับไป เพราะมิใช่เป็นการเปลี่ยนตัวผู้เสียหายและเปลี่ยนข้อหาเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อสุดท้ายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องตามคำฟ้องข้อ 1.6 ถึง 1.9 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและพันตำรวจโทวีรวัฒน์ พนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันว่าวันที่ 19 กันยายน 2541 โจทก์ร่วมมาแจ้งความว่า จำเลยยักยอกเงินของโรงเรียนไป 160,000 บาทเศษ โดยมอบเอกสารตามบัญชีของกลาง ซึ่งมีใบคำร้องทั่วไปของนักเรียนผู้เสียหายรวม 11 ฉบับ ซึ่งเป็นนักเรียนที่จำเลยรับเงินค่าเล่าเรียนมาแล้วไม่นำส่งเข้าบัญชีเงินฝากของโรงเรียนตามฟ้องทั้งหมดรวมอยู่ด้วย เมื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายจากการกระทำผิดของจำเลย จึงมีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยได้ ฟังได้ว่า คดีนี้มีการร้องทุกข์โดยชอบพนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยจะต้องคืนเงินแก่ผู้เสียหายเพียงใดซึ่งปัญหาข้อนี้จำเลยอุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและคู่ความสืบพยานเสร็จแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย เห็นว่า จำเลยยักยอกเงินที่เก็บจากนักเรียนรวม 9 คน เป็นเงินรวม 137,400 บาท ไปก็ตาม แต่นายอิศนุวัฒน์ ผู้จัดการโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ พยานโจทก์ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยกลับเบิกความว่า หลังจากมีการแจ้งความร้องทุกข์ในคดีนี้ โรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง แล้วได้ความว่า นักเรียน 9 คน ที่ฝากเงินค่าเล่าเรียนแก่จำเลยนั้นเป็นนักเรียนภาคค่ำ ไม่สะดวกที่จะนำเงินไปชำระในภาคกลางวัน และใน 9 คนนั้น มีนักเรียนไปแจ้งความรวม 5 คน โดย 4 ใน 5 คนนั้นเป็นนักเรียนที่โอนมาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต ในปีที่ 2 เทอมสุดท้ายซึ่งต้องชำระค่าเรียนเพียงคนละ 7,000 บาท ไม่ใช่คนละ 20,000 บาท และต่อมาจำเลยโอนเงิน 100,000 บาทคืนเข้าบัญชีโรงเรียนแล้ว เจือสมทางนำสืบของจำเลยที่รับว่าจำเลยรับเงินจากนักเรียนตามคำร้องทั่วไป เพียง 84,400 บาท เท่านั้น และเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2541 จำเลยโอนเงิน 100,000 บาท ที่กู้มาจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูคืนเข้าบัญชีโรงเรียนแล้วตามใบนำฝากและระเบียนแสดงผลการเรียน พยานจำเลยมีพยานเอกสารดังกล่าวมาแสดงสนับสนุนน่าเชื่อถือจึงมีน้ำหนักพอฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำนวนเงินที่จำเลยยักยอกไปมีไม่เกิน 100,000 บาท และจำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวโอนเข้าบัญชีของโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยคืนเงิน 37,400 บาทแก่ผู้เสียหายอีก

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกเว้นคำขอให้จำเลยคืนเงิน 37,400 บาท ให้ยกเสีย
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2543/2542
primary_red_case_no
อ5226/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000407.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5440/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555