คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4497/2555 ฉบับเต็ม

#526760
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4497/2555 พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นายสรายุหรือบอล ฟักทิม กับพวก จำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 99 การที่ศาลจะใช้อำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2539 มาตรา 99 ได้นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงแก่ศาลว่ามีพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับ ตัวเด็กหรือเยาวชน ซึ่งอยู่ในระหว่างการรับโทษหรือถูกควบคุมอยู่ตามคำพิพากษากับต้องมีเหตุ อันสมควรที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย เมื่อคดีนี้จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวตลอดมา จนกระทั่งศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง กรณียังไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับตัวจำเลยอันจะเป็นเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกาให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีทั้งสองสำนวนนี้เข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 279, 283 ทวิ, 284, 310, 317 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 283 ทวิ, 284, 310, 317 ประกอบมาตรา 83, 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานพาเด็กหญิงไปเพื่อการอนาจาร ฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้ายและฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 รวม 2 กระทง มีกำหนด 50 ปี และฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 รวม 2 กระทง มีกำหนด 6 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 28 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 56 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสมุทรปราการมีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 3 ปี นับแต่วันควบคุมตัว จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2553 แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 เกิดวันที่ 28 มิถุนายน 2528 จำเลยที่ 2 เกิดวันที่ 28 มีนาคม 2528 ปัจจุบันจำเลยทั้งสองอายุ 25 ปี วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษอาญาไม่อาจนำมาใช้แก่จำเลยทั้งสองได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) จำเลยทั้งสองได้รับการปล่อยชั่วคราวมาโดยตลอด ยังมิเคยรับโทษหรือได้รับการฝึกอบรมตามคำพิพากษา ถือได้ว่าข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 78 และมาตรา 82 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 99 จึงมีคำสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนจากการควบคุมตัวจำเลยทั้งสองเพื่อฝึกและอบรมเป็นให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปจำคุกยังเรือนจำกลางจังหวัดสมุทรปราการมีกำหนดคนละ 2 ปี นับแต่วันควบคุม จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 ซึ่งบังคับใช้ในขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ในมาตรา 99 บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแล้ว และต่อมาความปรากฏแก่ศาลเอง หรือปรากฏจากรายงานของผู้อำนวยการสถานพินิจหรือผู้ปกครองโรงเรียน หรือสถานกักและอบรมหรือสถานฝึกและอบรมของสถานพินิจหรือปรากฏจากคำร้องของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลซึ่งเด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ หรือสถานศึกษาหรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานแนะนำทางจิตตามมาตรา 20 (2) ว่าข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามมาตรา 78 และมาตรา 82 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมถ้าศาลเยาวชนและครอบครัวที่พิพากษาหรือมีคำสั่งหรือที่มีเขตอำนาจในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนนั้นกำลังรับโทษหรือถูกควบคุมตัวอยู่ เห็นว่ามีเหตุอันสมควร ก็ให้มีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้...." จึงเห็นได้ว่ามาตรา 99 บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนนั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงแก่ศาลว่ามีพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับตัวเด็กหรือเยาวชน และต้องมีเหตุอันสมควรที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย เมื่อคดีนี้จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวตลอดมา จนกระทั่งศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง กรณียังไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับตัวจำเลยและไม่มีเหตุอันสมควรที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกาให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย พิพากษายืน (สมชาติ ธัญญาวินิชกุล-เพลินจิต ตั้งพูลสกุล-ชัยยุทธ ศรีจำนงค์) ศาลจังหวัดสมุทรปราการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว - นายกวี เปรมรัตนชัย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายจำแลง กุลเจริญ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยชอ140/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ381/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ314/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
526760
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว",
        "judge": "นายกวี เปรมรัตนชัย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายจำแลง กุลเจริญ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081987131"
    }
}
date
2555
deka_no
4497/2555
deka_running_no
4497
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "สมชาติ ธัญญาวินิชกุล",
    "เพลินจิต ตั้งพูลสกุล",
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 99"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสรายุหรือบอล ฟักทิม กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีทั้งสองสำนวนนี้เข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 279, 283 ทวิ, 284, 310, 317

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 283 ทวิ, 284, 310, 317 ประกอบมาตรา 83, 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานพาเด็กหญิงไปเพื่อการอนาจาร ฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้ายและฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 รวม 2 กระทง มีกำหนด 50 ปี และฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 รวม 2 กระทง มีกำหนด 6 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 28 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 56 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสมุทรปราการมีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 3 ปี นับแต่วันควบคุมตัว

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2553 แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 เกิดวันที่ 28 มิถุนายน 2528 จำเลยที่ 2 เกิดวันที่ 28 มีนาคม 2528 ปัจจุบันจำเลยทั้งสองอายุ 25 ปี วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษอาญาไม่อาจนำมาใช้แก่จำเลยทั้งสองได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) จำเลยทั้งสองได้รับการปล่อยชั่วคราวมาโดยตลอด ยังมิเคยรับโทษหรือได้รับการฝึกอบรมตามคำพิพากษา ถือได้ว่าข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 78 และมาตรา 82 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 99 จึงมีคำสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนจากการควบคุมตัวจำเลยทั้งสองเพื่อฝึกและอบรมเป็นให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปจำคุกยังเรือนจำกลางจังหวัดสมุทรปราการมีกำหนดคนละ 2 ปี นับแต่วันควบคุม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 ซึ่งบังคับใช้ในขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ในมาตรา 99 บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแล้ว และต่อมาความปรากฏแก่ศาลเอง หรือปรากฏจากรายงานของผู้อำนวยการสถานพินิจหรือผู้ปกครองโรงเรียน หรือสถานกักและอบรมหรือสถานฝึกและอบรมของสถานพินิจหรือปรากฏจากคำร้องของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลซึ่งเด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ หรือสถานศึกษาหรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานแนะนำทางจิตตามมาตรา 20 (2) ว่าข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตามมาตรา 78 และมาตรา 82 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมถ้าศาลเยาวชนและครอบครัวที่พิพากษาหรือมีคำสั่งหรือที่มีเขตอำนาจในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนนั้นกำลังรับโทษหรือถูกควบคุมตัวอยู่ เห็นว่ามีเหตุอันสมควร ก็ให้มีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้...." จึงเห็นได้ว่ามาตรา 99 บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษหรือวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนนั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงแก่ศาลว่ามีพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับตัวเด็กหรือเยาวชน และต้องมีเหตุอันสมควรที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย เมื่อคดีนี้จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวตลอดมา จนกระทั่งศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง กรณียังไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับตัวจำเลยและไม่มีเหตุอันสมควรที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกาให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ381/2546
primary_red_case_no
อ314/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000421.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยชอ140/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555