คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6370/2555 ฉบับเต็ม

#526785
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6370/2555 พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นายศรีภูมิหรือเต๋า นิลพฤกษ์ จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 276, มาตรา 318, มาตรา 319 การกระทำที่จำเลยกับพวกใช้ให้ ภ. ขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 มาที่วัดสะแก พาไปที่บ้านเกิดเหตุ แล้วจำเลยกับพวกร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 นั้น เมื่อตามทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ภ. สมรู้ร่วมคิดกับจำเลยและพวกหรือรู้มาก่อนว่าจำเลยกับพวกใช้ให้พาผู้เสียหายที่ 1 มาเพื่อการอนาจาร พฤติการณ์แห่งคดีฟังไม่ได้ว่า ภ. มีเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร หรือมีเจตนาร่วมกับจำเลยและพวกกระทำความผิดดังกล่าว การที่จำเลยกับพวกใช้ให้ ภ. ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านเกิดเหตุเพื่อการอนาจารจึงไม่ใช่เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด เพราะ ภ. ซึ่งเป็นผู้ถูกใช้ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่เป็นการที่จำเลยกับพวกใช้ ภ. เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ถือได้ว่าจำเลยกับพวกเป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 318 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกับพวกใช้ให้นายภาณุพงษ์ขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 มาที่วัดสะแก จากนั้นจำเลยกับพวกให้นายภาณุพงษ์ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยกับพวกร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 แม้ก่อนวันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 3 อนุญาตผู้เสียหายที่ 1 ไปเที่ยวงานที่วัดเขาดิน และผู้เสียหายที่ 1 ออกจากวัดเขาดินไปกับเพื่อนโดยไม่ได้กลับบ้านของผู้เสียหายที่ 3 ก็ตาม แต่ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 3 ว่า ตั้งแต่ผู้เสียหายที่ 1 หายไปไม่สามารถติดต่อได้ พยานได้สอบถามเพื่อน ๆ ของผู้เสียหายที่ 1 แล้วไม่มีใครรู้ว่าไปที่ใด ผู้เสียหายที่ 3 รออยู่หลายวัน ผู้เสียหายที่ 1 ยังไม่กลับมาจึงแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 ทราบ ต่อมาจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรอุทัย พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ผู้เสียหายที่ 1 ออกจากวัดเขาดิน ผู้เสียหายที่ 1 ยังคงอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นย่า การที่จำเลยกับพวกใช้ให้นายภาณุพงษ์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านที่เกิดเหตุแล้วได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือความยินยอมจากผู้เสียหายที่ 3 ย่อมทำให้อำนาจปกครองดูแลผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นย่าของผู้เสียหายที่ 1 ที่มีต่อผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ถูกพรากจากไปโดยปริยายโดยปราศจากเหตุอันสมควร แต่การกระทำของจำเลยกับพวกที่ใช้ให้นายภาณุพงษ์ขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 มาวัดสะแก แล้วพาไปที่บ้านที่เกิดเหตุ และจำเลยกับพวกร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 นั้น ตามทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายภาณุพงษ์สมรู้ร่วมคิดกับจำเลยและพวกหรือรู้มาก่อนว่าจำเลยกับพวกใช้ให้พาผู้เสียหายที่ 1 มาเพื่อการอนาจาร พฤติการณ์แห่งคดีฟังไม่ได้ว่า นายภาณุพงษ์มีเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารหรือมีเจตนาร่วมกับจำเลยและพวกกระทำความผิดดังกล่าว การที่จำเลยกับพวกใช้ให้นายภาณุพงษ์ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านที่เกิดเหตุเพื่อการอนาจาร จึงไม่ใช่เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด เพราะนายภาณุพงษ์ซึ่งเป็นผู้ถูกใช้ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่เป็นการที่จำเลยกับพวกใช้นายภาณุพงษ์เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ถือได้ว่าจำเลยกับพวกเป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม และมีความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (ธงชัย เสนามนตรี-อภิรัตน์ ลัดพลี-พศวัจณ์ กนกนาก) ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายภิทเวทย์ ดลอารมย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายพันธาวุธ ปาณิกบุตร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6279/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2940/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3163/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
526785
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา",
        "judge": "นายภิทเวทย์ ดลอารมย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายพันธาวุธ ปาณิกบุตร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081986564"
    }
}
date
2555
deka_no
6370/2555
deka_running_no
6370
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ธงชัย เสนามนตรี",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "พศวัจณ์ กนกนาก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 276",
            "ม. 318",
            "ม. 319"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายศรีภูมิหรือเต๋า นิลพฤกษ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 318

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกับพวกใช้ให้นายภาณุพงษ์ขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 มาที่วัดสะแก จากนั้นจำเลยกับพวกให้นายภาณุพงษ์ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยกับพวกร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 แม้ก่อนวันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 3 อนุญาตผู้เสียหายที่ 1 ไปเที่ยวงานที่วัดเขาดิน และผู้เสียหายที่ 1 ออกจากวัดเขาดินไปกับเพื่อนโดยไม่ได้กลับบ้านของผู้เสียหายที่ 3 ก็ตาม แต่ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 3 ว่า ตั้งแต่ผู้เสียหายที่ 1 หายไปไม่สามารถติดต่อได้ พยานได้สอบถามเพื่อน ๆ ของผู้เสียหายที่ 1 แล้วไม่มีใครรู้ว่าไปที่ใด ผู้เสียหายที่ 3 รออยู่หลายวัน ผู้เสียหายที่ 1 ยังไม่กลับมาจึงแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 ทราบ ต่อมาจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรอุทัย พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ผู้เสียหายที่ 1 ออกจากวัดเขาดิน ผู้เสียหายที่ 1 ยังคงอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นย่า การที่จำเลยกับพวกใช้ให้นายภาณุพงษ์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านที่เกิดเหตุแล้วได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือความยินยอมจากผู้เสียหายที่ 3 ย่อมทำให้อำนาจปกครองดูแลผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นย่าของผู้เสียหายที่ 1 ที่มีต่อผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ถูกพรากจากไปโดยปริยายโดยปราศจากเหตุอันสมควร แต่การกระทำของจำเลยกับพวกที่ใช้ให้นายภาณุพงษ์ขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 มาวัดสะแก แล้วพาไปที่บ้านที่เกิดเหตุ และจำเลยกับพวกร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 นั้น ตามทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายภาณุพงษ์สมรู้ร่วมคิดกับจำเลยและพวกหรือรู้มาก่อนว่าจำเลยกับพวกใช้ให้พาผู้เสียหายที่ 1 มาเพื่อการอนาจาร พฤติการณ์แห่งคดีฟังไม่ได้ว่า นายภาณุพงษ์มีเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารหรือมีเจตนาร่วมกับจำเลยและพวกกระทำความผิดดังกล่าว การที่จำเลยกับพวกใช้ให้นายภาณุพงษ์ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านที่เกิดเหตุเพื่อการอนาจาร จึงไม่ใช่เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด เพราะนายภาณุพงษ์ซึ่งเป็นผู้ถูกใช้ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่เป็นการที่จำเลยกับพวกใช้นายภาณุพงษ์เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ถือได้ว่าจำเลยกับพวกเป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม และมีความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2940/2552
primary_red_case_no
อ3163/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000416.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6279/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555