คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8147/2555 ฉบับเต็ม

#526790
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8147/2555 พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์ นายมานพหรือนพ ภูทองเงิน จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 คดีนี้ ก. มาเบิกความเป็นพยานต่อศาลโดยตรงและได้เบิกความรับว่าได้ให้การไว้ในฐานะผู้กล่าวหาตามคำให้การเอกสารหมาย จ.16 จึงเป็นเรื่องที่ ก. เบิกความในเรื่องที่ตนประสบพบเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีนี้โดยตรง ส่วนถ้อยคำของ ก. ที่ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.16 ก็เป็นถ้อยคำของ ก. เองมิใช่ถ้อยคำอันเป็นคำบอกเล่าของบุคคลอื่นที่นำมาเสนอต่อศาลเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความดังกล่าวแต่อย่างใด อันจะเป็นพยานบอกเล่าตามความหมายของ ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 20 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่จำคุก 15 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้นางกุหลาบมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลโดยตรงและได้เบิกความรับว่าได้ให้การไว้ในฐานะผู้กล่าวหาตามคำให้การเอกสารหมาย จ.16 จึงเป็นเรื่องที่นางกุหลาบเบิกความในเรื่องที่ตนประสบพบเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีนี้โดยตรง ส่วนถ้อยคำของนางกุหลาบที่ได้ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนตามคำให้การเอกสารหมาย จ.16 ก็เป็นถ้อยคำของนางกุหลาบเองไม่ใช่ถ้อยคำอันเป็นคำบอกเล่าของบุคคลอื่นที่นำมาเสนอต่อศาลเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความดังกล่าวแต่อย่างใด อันจะเป็นพยานบอกเล่าตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 อย่างไรก็ตามปัญหาที่จะต้องพิเคราะห์ก็คือเมื่อเกิดความแตกต่างกันในข้อเท็จจริงบางตอนของถ้อยคำที่พยานเบิกความต่อศาลกับที่พยานได้เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน เห็นว่า การที่พยานเบิกความในชั้นศาลแตกต่างกับที่พยานเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนโดยพยานไม่ได้แสดงให้เห็นถึงเหตุผลให้รับฟัง ทั้งพยานไม่ได้โต้แย้งว่าบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวพนักงานสอบสวนทำโดยไม่ชอบแต่อย่างใด จึงมีลักษณะเป็นการเบิกความบ่ายเบี่ยงเพื่อช่วยเหลือจำเลย ส่วนที่พยานได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนเกิดขึ้นไม่นานหลังเกิดเหตุยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายผู้ตายโดยใช้ขวดสุราและมีดเป็นอาวุธทำร้ายผู้ตายจนถึงแก่ความตายแล้วหนีไป จึงน่าเชื่อว่าเป็นความจริงยิ่งกว่าที่พยานเบิกความในชั้นศาล นอกจากนั้นโจทก์ยังได้นำสืบคำให้การรับสารภาพของนายประยุทธในชั้นสอบสวนที่ซัดทอดจำเลยซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีเดียวกันกับจำเลยโดยโจทก์ได้นำสืบพันตำรวจโทธีระ เจ้าพนักงานตำรวจผู้สอบสวนนายประยุทธตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 1998/2550 ของศาลชั้นต้น เบิกความสนับสนุนว่า ชั้นสอบสวนนายประยุทธ ให้การรับสารภาพว่าวันเกิดเหตุผู้ตายได้ไปที่ห้องเช่าเกิดเหตุ เมื่อนายประยุทธเห็นผู้ตาย ได้หยิบมีดปลายแหลมแทงผู้ตาย 2 ถึง 3 ครั้ง ขณะแทง จำเลยได้ร่วมกับพวกจับตัวผู้ตายไว้ เมื่อผู้ตายถูกแทงล้มลงแล้ว จำเลยได้เข้ากระทืบซ้ำ หลังจากนั้นนายประยุทธและจำเลยกับพวกได้หลบหนีไป เช่นนี้แม้ว่าคำให้การชั้นสอบสวนของนายประยุทธตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวจะเป็นทั้งพยานบอกเล่าและเป็นพยานซัดทอดด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 บัญญัติว่า ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน เห็นว่า คำให้การชั้นสอบสวนของนายประยุทธดังกล่าวเมื่อฟังประกอบคำเบิกความของนางกุหลาบที่ได้เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน ยืนยันว่าจำเลยร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายซึ่งได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของนางกุหลาบในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษมา พยานหลักฐานโจทก์หาได้มีข้อพิรุธหรือมีน้ำหนักน้อยไม่พอฟังลงโทษจำเลยดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำเลยชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (พรเพชร วิชิตชลชัย-วิรุฬห์ แสงเทียน-ปดารณี ลัดพลี) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายอุทัย พิศวง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6738/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2529/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2909/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
526790
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นายอุทัย พิศวง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081986103"
    }
}
date
2555
deka_no
8147/2555
deka_running_no
8147
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "พรเพชร วิชิตชลชัย",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "ปดารณี ลัดพลี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 226/3"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายมานพหรือนพ ภูทองเงิน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 20 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่จำคุก 15 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้นางกุหลาบมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลโดยตรงและได้เบิกความรับว่าได้ให้การไว้ในฐานะผู้กล่าวหาตามคำให้การเอกสารหมาย จ.16 จึงเป็นเรื่องที่นางกุหลาบเบิกความในเรื่องที่ตนประสบพบเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีนี้โดยตรง ส่วนถ้อยคำของนางกุหลาบที่ได้ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนตามคำให้การเอกสารหมาย จ.16 ก็เป็นถ้อยคำของนางกุหลาบเองไม่ใช่ถ้อยคำอันเป็นคำบอกเล่าของบุคคลอื่นที่นำมาเสนอต่อศาลเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความดังกล่าวแต่อย่างใด อันจะเป็นพยานบอกเล่าตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 อย่างไรก็ตามปัญหาที่จะต้องพิเคราะห์ก็คือเมื่อเกิดความแตกต่างกันในข้อเท็จจริงบางตอนของถ้อยคำที่พยานเบิกความต่อศาลกับที่พยานได้เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน เห็นว่า การที่พยานเบิกความในชั้นศาลแตกต่างกับที่พยานเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนโดยพยานไม่ได้แสดงให้เห็นถึงเหตุผลให้รับฟัง ทั้งพยานไม่ได้โต้แย้งว่าบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวพนักงานสอบสวนทำโดยไม่ชอบแต่อย่างใด จึงมีลักษณะเป็นการเบิกความบ่ายเบี่ยงเพื่อช่วยเหลือจำเลย ส่วนที่พยานได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนเกิดขึ้นไม่นานหลังเกิดเหตุยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายผู้ตายโดยใช้ขวดสุราและมีดเป็นอาวุธทำร้ายผู้ตายจนถึงแก่ความตายแล้วหนีไป จึงน่าเชื่อว่าเป็นความจริงยิ่งกว่าที่พยานเบิกความในชั้นศาล นอกจากนั้นโจทก์ยังได้นำสืบคำให้การรับสารภาพของนายประยุทธในชั้นสอบสวนที่ซัดทอดจำเลยซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีเดียวกันกับจำเลยโดยโจทก์ได้นำสืบพันตำรวจโทธีระ เจ้าพนักงานตำรวจผู้สอบสวนนายประยุทธตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 1998/2550 ของศาลชั้นต้น เบิกความสนับสนุนว่า ชั้นสอบสวนนายประยุทธ ให้การรับสารภาพว่าวันเกิดเหตุผู้ตายได้ไปที่ห้องเช่าเกิดเหตุ เมื่อนายประยุทธเห็นผู้ตาย ได้หยิบมีดปลายแหลมแทงผู้ตาย 2 ถึง 3 ครั้ง ขณะแทง จำเลยได้ร่วมกับพวกจับตัวผู้ตายไว้ เมื่อผู้ตายถูกแทงล้มลงแล้ว จำเลยได้เข้ากระทืบซ้ำ หลังจากนั้นนายประยุทธและจำเลยกับพวกได้หลบหนีไป เช่นนี้แม้ว่าคำให้การชั้นสอบสวนของนายประยุทธตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวจะเป็นทั้งพยานบอกเล่าและเป็นพยานซัดทอดด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 บัญญัติว่า ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน เห็นว่า คำให้การชั้นสอบสวนของนายประยุทธดังกล่าวเมื่อฟังประกอบคำเบิกความของนางกุหลาบที่ได้เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน ยืนยันว่าจำเลยร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายซึ่งได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของนางกุหลาบในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษมา พยานหลักฐานโจทก์หาได้มีข้อพิรุธหรือมีน้ำหนักน้อยไม่พอฟังลงโทษจำเลยดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำเลยชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2529/2550
primary_red_case_no
อ2909/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000412.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6738/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555