คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6781/2555 ฉบับเต็ม

#526791
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6781/2555 นายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา โจทก์ บริษัทชวนวัฒนา จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 237 วรรคสอง โจทก์แถลงขอให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา จำเลยและทนายจำเลยแถลงไม่คัดค้าน ถือว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้โดยจำเลยทั้งสองไม่ติดใจถามค้านอีก เนื่องจากได้มีการถามค้านในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว แม้จะไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตในขณะนั้น แต่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โดยนำพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นพยานในชั้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยไป เท่ากับว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้นำบันทึกคำให้การชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาใช้ในชั้นพิจารณาได้ ตามบทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 237 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 83 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทนายโจทก์แถลงขอให้ศาลใช้บันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณา จำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน คำเบิกความพยานโจทก์ชั้นไต่สวนมูลฟ้องนำมารับฟังในชั้นพิจารณาได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 237 วรรคสอง เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่ความตกลงกัน ศาลอาจอนุญาตให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณา โดยพยานไม่ต้องเบิกความใหม่หรือให้พยานเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยไปทันทีได้ เว้นแต่ในข้อหาความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น" ซึ่งความผิดที่โจทก์ฟ้องล้วนแต่ไม่เข้าข้อยกเว้นตอนท้ายของบทบัญญัติดังกล่าว คดีนี้โจทก์สืบพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคดีมีมูล ในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 ว่า นัดพร้อม ทนายโจทก์และทนายจำเลยมาศาล ทนายโจทก์แถลงคงติดใจสืบพยานอีก 2 ปาก โดยเกี่ยวพันเป็นเครือญาติกับโจทก์และจำเลย ส่วนพยาน 2 ปาก ที่เคยนำมาสืบแล้วในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ไม่ติดใจสืบพยานขอใช้คำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้อง สอบทนายจำเลยแล้วแถลงไม่ค้านและแถลงว่าจำเลยมีพยาน 3 ปาก ใช้เวลาสืบพยานครึ่งวัน ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในวันที่ 15 สิงหาคม 2551 ต่อมาเมื่อถึงวันนัดดังกล่าว ทนายโจทก์แถลงว่าเมื่อขอใช้คำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว จึงไม่ติดใจสืบพยานอื่น ๆ แล้วหมดพยาน จำเลยไม่ค้าน จำเลยที่ 2 อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานจนเสร็จ ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 15 สิงหาคม 2551 เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาทั้งสองฉบับ โจทก์แถลงขอให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา จำเลยและทนายจำเลยแถลงไม่คัดค้าน จึงถือว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้โดยจำเลยทั้งสองไม่ติดใจถามค้านอีก เนื่องจากได้มีการถามค้านในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว แม้จะไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตในขณะนั้น แต่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โดยนำพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นพยานในชั้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยไป จึงเท่ากับว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้นำบันทึกคำให้การชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาใช้ในชั้นพิจารณาได้ ตามบทบัญญัติมาตรา 237 วรรคสอง ดังนี้ บันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องจึงนำมาเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยฟังว่าคำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องไม่อาจนำมารับฟังเป็นพยานในชั้นพิจารณาได้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยพยานของโจทก์และพยานจำเลย จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาต่อไป พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (ธงชัย เสนามนตรี-อภิรัตน์ ลัดพลี-พศวัจณ์ กนกนาก) ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายอรรถวิทย์ ยาวะประภาษ ศาลอุทธรณ์ - นายปานนท์ กัจฉปานันท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6808/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ5939/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ309/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
526791
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญากรุงเทพใต้",
        "judge": "นายอรรถวิทย์ ยาวะประภาษ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายปานนท์ กัจฉปานันท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081986455"
    }
}
date
2555
deka_no
6781/2555
deka_running_no
6781
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ธงชัย เสนามนตรี",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "พศวัจณ์ กนกนาก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 237 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทชวนวัฒนา จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 83 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทนายโจทก์แถลงขอให้ศาลใช้บันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณา จำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน คำเบิกความพยานโจทก์ชั้นไต่สวนมูลฟ้องนำมารับฟังในชั้นพิจารณาได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 237 วรรคสอง เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่ความตกลงกัน ศาลอาจอนุญาตให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณา โดยพยานไม่ต้องเบิกความใหม่หรือให้พยานเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยไปทันทีได้ เว้นแต่ในข้อหาความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น" ซึ่งความผิดที่โจทก์ฟ้องล้วนแต่ไม่เข้าข้อยกเว้นตอนท้ายของบทบัญญัติดังกล่าว คดีนี้โจทก์สืบพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคดีมีมูล ในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 ว่า นัดพร้อม ทนายโจทก์และทนายจำเลยมาศาล ทนายโจทก์แถลงคงติดใจสืบพยานอีก 2 ปาก โดยเกี่ยวพันเป็นเครือญาติกับโจทก์และจำเลย ส่วนพยาน 2 ปาก ที่เคยนำมาสืบแล้วในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ไม่ติดใจสืบพยานขอใช้คำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้อง สอบทนายจำเลยแล้วแถลงไม่ค้านและแถลงว่าจำเลยมีพยาน 3 ปาก ใช้เวลาสืบพยานครึ่งวัน ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในวันที่ 15 สิงหาคม 2551 ต่อมาเมื่อถึงวันนัดดังกล่าว ทนายโจทก์แถลงว่าเมื่อขอใช้คำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว จึงไม่ติดใจสืบพยานอื่น ๆ แล้วหมดพยาน จำเลยไม่ค้าน จำเลยที่ 2 อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานจนเสร็จ ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 15 สิงหาคม 2551 เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาทั้งสองฉบับ โจทก์แถลงขอให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา จำเลยและทนายจำเลยแถลงไม่คัดค้าน จึงถือว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้โดยจำเลยทั้งสองไม่ติดใจถามค้านอีก เนื่องจากได้มีการถามค้านในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว แม้จะไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตในขณะนั้น แต่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โดยนำพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นพยานในชั้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยไป จึงเท่ากับว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้นำบันทึกคำให้การชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาใช้ในชั้นพิจารณาได้ ตามบทบัญญัติมาตรา 237 วรรคสอง ดังนี้ บันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องจึงนำมาเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยฟังว่าคำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องไม่อาจนำมารับฟังเป็นพยานในชั้นพิจารณาได้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยพยานของโจทก์และพยานจำเลย จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
อ5939/2549
primary_red_case_no
อ309/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000415.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6808/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555