คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8997/2555 ฉบับเต็ม

#526796
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8997/2555 นางจิตราพร เลาหเศรษฐี โจทก์ นายบุณยเกื้อ เปาะทองคำ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158, มาตรา 193, มาตรา 225 คู่ความที่ฎีกาต้องระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับ เพื่อให้เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องด้วยเหตุใดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จะให้ถือเอาคำฟ้องอุทธรณ์เป็นส่วนหนึ่งของฎีกา โดยไม่มีเหตุผลและข้อคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมไม่ได้ ปัญหาฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) หรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง มิใช่เป็นกรณีศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา จึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ที่จะให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดี ที่โจทก์ฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการอุทธรณ์คัดค้านในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่โจทก์ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตั้งแต่ ฟ้องของโจทก์ก็ถูกต้องตามกฎหมาย ได้ระบุข้อเท็จจริงและรายละเอียดการกระทำผิดของจำเลยตามกฎหมายที่ชัดเจนครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว ซึ่งจำเลยก็เข้าใจฟ้องของโจทก์ได้ดี ไม่ทำให้จำเลยหลงต่อสู้แต่อย่างใด มีการเบิกความไต่สวนมูลฟ้อง จนศาลประทับรับฟ้องไว้พิจารณาและการเบิกความในชั้นพิจารณาของศาล โจทก์ก็เบิกความในข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญแก่คดีตามข้อกฎหมายที่โจทก์ได้ฟ้องแล้ว จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเมื่อโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับการวินิจฉัยของศาลชั้นต้น จึงได้อุทธรณ์คัดค้านโต้แย้งข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญที่เป็นองค์ประกอบของกฎหมายในข้อประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัย โดยโจทก์เห็นว่าเป็นสาระสำคัญอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลอุทธรณ์ภาค 5 อีกชั้นหนึ่งว่าการเบิกความของจำเลยต่อศาลตามพยานเอกสารคำเบิกความในคดีอาญาดังกล่าวจะเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีไม่พึงรับไว้พิจารณาแล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ข้อที่โจทก์อ้างในคำฟ้องฎีกาดังกล่าว โจทก์มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เลยว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบองค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จตามข้อเท็จจริงใดที่โจทก์ได้บรรยายไว้แล้วในฟ้องด้วยข้อความใดและอย่างไร คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องอย่างไร เช่นนี้จึงเป็นฎีกาที่มิได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับในการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 181 กับขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3358/2549 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับต่อ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คำฟ้องฎีกา คู่ความที่ฎีกาต้องระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับ เพื่อให้เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องด้วยเหตุใดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จะให้ถือเอาคำฟ้องอุทธรณ์เป็นส่วนหนึ่งของฎีกา โดยไม่มีเหตุผลและข้อคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมไม่ได้ ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีไม่พึงรับไว้พิจารณาแล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบ เพราะศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีอำนาจเพียงสั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) นั้น เห็นว่า ปัญหาฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง มิใช่เป็นกรณีศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ที่จะให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดี ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการอุทธรณ์คัดค้านในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่โจทก์ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตั้งแต่ ฟ้องของโจทก์ก็ถูกต้องตามกฎหมาย ได้ระบุข้อเท็จจริงและรายละเอียดการกระทำผิดของจำเลยตามกฎหมายที่ชัดเจนครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว ซึ่งจำเลยก็เข้าใจฟ้องของโจทก์ได้ดี ไม่ทำให้จำเลยหลงต่อสู้แต่อย่างใด มีการเบิกความไต่สวนมูลฟ้อง จนศาลประทับรับฟ้องไว้พิจารณาและการเบิกความในชั้นพิจารณาของศาล โจทก์ก็เบิกความในข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญแก่คดีตามข้อกฎหมายที่โจทก์ได้ฟ้องแล้ว จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเมื่อโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับการวินิจฉัยของศาลชั้นต้น จึงได้อุทธรณ์คัดค้านโต้แย้งข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญที่เป็นองค์ประกอบของกฎหมายในข้อประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัย โดยโจทก์เห็นว่าเป็นสาระสำคัญอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลอุทธรณ์ภาค 5 อีกชั้นหนึ่งว่าการเบิกความของจำเลยต่อศาลตามพยานเอกสารคำเบิกความในคดีอาญาดังกล่าวจะเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีไม่พึงรับไว้พิจารณาแล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ข้อที่โจทก์อ้างในคำฟ้องฎีกาดังกล่าว โจทก์มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เลยว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบองค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จตามข้อเท็จจริงใดที่โจทก์ได้บรรยายไว้แล้วในฟ้องด้วยข้อความใดและอย่างไร คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องอย่างไร เช่นนี้จึงเป็นฎีกาที่มิได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับในการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์มิได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อและข้อกฎหมายอ้างอิงให้เห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นคลาดเคลื่อนอย่างไร ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงและเหตุผลที่เป็นองค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จ เพื่อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้ในอุทธรณ์แล้วว่า คำเบิกความของจำเลยที่เบิกความเป็นพยานโจทก์ต่อศาลในคดีอาญาของศาลชั้นต้น หมายเลขดำที่ 460/2546 ตามพยานเอกสารคำเบิกความของจำเลยในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นความเท็จและคำเบิกความดังกล่าวก็เป็นข้อสำคัญในคดีที่มีการฟ้องกล่าวหาโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยว่าทำผิดกฎหมายอาญา โดยจำเลยเจตนาหรือประสงค์จะให้ศาลเชื่อว่าโจทก์เป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องและให้รับโทษอาญาตามที่มีการฟ้องโจทก์ในคดีดังกล่าว... ฯลฯ ส่วนศาลพิจารณาแล้วจะใช้ดุลพินิจไม่เชื่อถือคำเบิกความของจำเลยก็มิใช่เหตุผลที่จะทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องแต่อย่างใด ส่วนประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่โจทก์ยื่นคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้พิจารณาวินิจฉัยให้นั้น โจทก์ใคร่ขอถือเอาข้อความตามที่โจทก์บรรยายไว้ตามอุทธรณ์เป็นข้อเท็จจริงและเหตุผลในการฎีกาของโจทก์ต่อศาลฎีกาด้วยนั้น เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ดังกล่าว ก็มิได้มีข้อความตอนใดที่เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อน เพราะอุทธรณ์ของโจทก์ได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับในการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชอบแล้วอย่างไร คำเบิกความของจำเลยมีว่าอย่างไรและเป็นเท็จเพราะเหตุใด ความจริงมีว่าอย่างไรและตามพยานหลักฐานใดตามที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวไว้แล้วในอุทธรณ์ข้อใด อันเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หาใช่เป็นหน้าที่ของศาลฎีกาที่ต้องพิจารณาเอาเองตามพยานหลักฐานในสำนวนแต่อย่างใดไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่มิได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับในการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายืน (วิรุฬห์ แสงเทียน-ปดารณี ลัดพลี-ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายรพีพงศ์ ช่วยประทิว ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายปานทอง สุ่มมาตย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.7400/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2640/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ560/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
526796
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงใหม่",
        "judge": "นายรพีพงศ์ ช่วยประทิว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายปานทอง สุ่มมาตย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081985885"
    }
}
date
2555
deka_no
8997/2555
deka_running_no
8997
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "ปดารณี ลัดพลี",
    "ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158",
            "ม. 193",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางจิตราพร เลาหเศรษฐี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายบุณยเกื้อ เปาะทองคำ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 181 กับขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3358/2549 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คำฟ้องฎีกา คู่ความที่ฎีกาต้องระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับ เพื่อให้เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องด้วยเหตุใดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จะให้ถือเอาคำฟ้องอุทธรณ์เป็นส่วนหนึ่งของฎีกา โดยไม่มีเหตุผลและข้อคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมไม่ได้ ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีไม่พึงรับไว้พิจารณาแล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบ เพราะศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีอำนาจเพียงสั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) นั้น เห็นว่า ปัญหาฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง มิใช่เป็นกรณีศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ที่จะให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดี ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการอุทธรณ์คัดค้านในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่โจทก์ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตั้งแต่ ฟ้องของโจทก์ก็ถูกต้องตามกฎหมาย ได้ระบุข้อเท็จจริงและรายละเอียดการกระทำผิดของจำเลยตามกฎหมายที่ชัดเจนครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว ซึ่งจำเลยก็เข้าใจฟ้องของโจทก์ได้ดี ไม่ทำให้จำเลยหลงต่อสู้แต่อย่างใด มีการเบิกความไต่สวนมูลฟ้อง จนศาลประทับรับฟ้องไว้พิจารณาและการเบิกความในชั้นพิจารณาของศาล โจทก์ก็เบิกความในข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญแก่คดีตามข้อกฎหมายที่โจทก์ได้ฟ้องแล้ว จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเมื่อโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับการวินิจฉัยของศาลชั้นต้น จึงได้อุทธรณ์คัดค้านโต้แย้งข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญที่เป็นองค์ประกอบของกฎหมายในข้อประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัย โดยโจทก์เห็นว่าเป็นสาระสำคัญอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลอุทธรณ์ภาค 5 อีกชั้นหนึ่งว่าการเบิกความของจำเลยต่อศาลตามพยานเอกสารคำเบิกความในคดีอาญาดังกล่าวจะเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีไม่พึงรับไว้พิจารณาแล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ข้อที่โจทก์อ้างในคำฟ้องฎีกาดังกล่าว โจทก์มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เลยว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบองค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จตามข้อเท็จจริงใดที่โจทก์ได้บรรยายไว้แล้วในฟ้องด้วยข้อความใดและอย่างไร คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องอย่างไร เช่นนี้จึงเป็นฎีกาที่มิได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับในการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์มิได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อและข้อกฎหมายอ้างอิงให้เห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นคลาดเคลื่อนอย่างไร ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงและเหตุผลที่เป็นองค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จ เพื่อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้ในอุทธรณ์แล้วว่า คำเบิกความของจำเลยที่เบิกความเป็นพยานโจทก์ต่อศาลในคดีอาญาของศาลชั้นต้น หมายเลขดำที่ 460/2546 ตามพยานเอกสารคำเบิกความของจำเลยในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นความเท็จและคำเบิกความดังกล่าวก็เป็นข้อสำคัญในคดีที่มีการฟ้องกล่าวหาโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยว่าทำผิดกฎหมายอาญา โดยจำเลยเจตนาหรือประสงค์จะให้ศาลเชื่อว่าโจทก์เป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องและให้รับโทษอาญาตามที่มีการฟ้องโจทก์ในคดีดังกล่าว... ฯลฯ ส่วนศาลพิจารณาแล้วจะใช้ดุลพินิจไม่เชื่อถือคำเบิกความของจำเลยก็มิใช่เหตุผลที่จะทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องแต่อย่างใด ส่วนประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่โจทก์ยื่นคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้พิจารณาวินิจฉัยให้นั้น โจทก์ใคร่ขอถือเอาข้อความตามที่โจทก์บรรยายไว้ตามอุทธรณ์เป็นข้อเท็จจริงและเหตุผลในการฎีกาของโจทก์ต่อศาลฎีกาด้วยนั้น เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ดังกล่าว ก็มิได้มีข้อความตอนใดที่เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อน เพราะอุทธรณ์ของโจทก์ได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับในการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชอบแล้วอย่างไร คำเบิกความของจำเลยมีว่าอย่างไรและเป็นเท็จเพราะเหตุใด ความจริงมีว่าอย่างไรและตามพยานหลักฐานใดตามที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวไว้แล้วในอุทธรณ์ข้อใด อันเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หาใช่เป็นหน้าที่ของศาลฎีกาที่ต้องพิจารณาเอาเองตามพยานหลักฐานในสำนวนแต่อย่างใดไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่มิได้ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับในการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2640/2549
primary_red_case_no
อ560/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000410.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.7400/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555