ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5117/2555
พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์
นายวิรัตน์ พึ่งไทย กับพวก
จำเลย
ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 337, มาตรา 340
ป.วิ.อ. มาตรา 192, มาตรา 215, มาตรา 225
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามข่มขืนใจผู้เสียหายให้มอบเงิน 40,000 บาท ผู้เสียหายต่อรองเหลือ 35,000 บาท แต่ทางพิจารณาได้ความผู้เสียหายให้เงิน 50,000 บาท ถือเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดเพราะไม่ว่าเป็นเงินเท่าใดก็เป็นความผิด และไม่มีจำเลยคนใดหลงต่อสู้ ศาลฎีกาลงโทษจำเลยทั้งสามได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225
จำเลยทั้งสามร่วมกันล่อหลอกให้ผู้เสียหายไปหา แล้วใช้อาวุธปืนขู่บังคับให้ผู้เสียหายขึ้นรถยนต์ ระหว่างอยู่ในรถมีทั้งการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายขู่เข็ญให้ผู้เสียหายไปล่อซื้อยาเสพติดให้โทษซึ่งเป็นวิธีการที่จะให้ผู้เสียหายยอมให้หรือยอมจะให้พวกตนได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน และเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป พวกจำเลยยังนำบัตรเอทีเอ็มไปถอนเงินของผู้เสียหายออกมาและขู่เข็ญผู้เสียหายจนยอมที่จะให้เงินแก่พวกจำเลยเป็นการทดแทนที่จะให้ไปล่อซื้อยาเสพติดให้โทษ แสดงว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาที่จะให้ได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายมากที่สุดโดยไม่คำนึงถึงวิธีการและจะให้ได้มาอย่างไร การกระทำความผิดมีลักษณะต่อเนื่องไม่ขาดตอน และการกระทำที่เป็นองค์ประกอบแห่งความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์กับความผิดฐานร่วมกันกรรโชกเกิดขึ้นซ้อนกัน ทั้งความผิดฐานร่วมกันกรรโชกเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่ผู้เสียหายยอมให้ทรัพย์สินที่พวกจำเลยเอาไปและยอมจะให้เงินแก่พวกจำเลยอีกในภายหลัง การที่จำเลยทั้งสามจะได้เงินส่วนที่ผู้เสียหายตกลงจะให้ในภายหลังหรือไม่ หามีผลให้การกระทำความผิดฐานร่วมกันกรรโชกไม่เป็นความผิดสำเร็จไม่ การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันกรรโชกและร่วมกันปล้นทรัพย์จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 80, 83, 91, 295, 340, 340 ตรี, 337 วรรคสอง, 371 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนทรัพย์สิน 5 รายการ หรือชดใช้เงิน 12,200 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อกับโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3002/2548 ของศาลชั้นต้น และบวกโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษในคดีนี้
จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษ (ที่ถูกเคยต้องโทษและรอการลงโทษไว้) ในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษจริง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี มาตรา 83, 337 (2), 371 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ จำคุกคนละ 21 ปี ฐานร่วมกันกรรโชก จำคุกคนละ 6 ปี ฐาน ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง ปรับคนละ 100 บาท รวมจำคุกคนละ 27 ปี และปรับคนละ 100 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และจำเลยที่ 2 ที่ 3 คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี 6 เดือน และปรับ 50 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 20 ปี 3 เดือน และปรับคนละ 75 บาท บวกโทษจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 538/2546 ของศาลจังหวัดชลบุรี แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเข้ากับคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 34 ปี 12 เดือน 15 วัน และปรับ 75 บาท ให้จำเลยทั้งสามคืนทรัพย์ตามบันชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย ยกเว้นเฉพาะสมุดบัญชีธนาคารทรัพย์รายการที่ 4 หรือใช้ราคาเป็นเงิน 12,200 บาท แก่ผู้เสียหาย ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ข้อหาและคำขออื่นให้ยก
จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 18 ปี ฐานร่วมกันกรรโชก จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 20 ปี จำเลยที่ 1 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 15 ปี บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้เป็นจำคุก 29 ปี 9 เดือน 15 วัน เมื่อรวมกับความผิดฐานพาอาวุธแล้ว จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 50 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 ปี และปรับ 75 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 29 ปี 9 เดือน 15 วัน และปรับ 75 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 3 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ (จ) ว่า จำเลยทั้งสามข่มขืนใจผู้เสียหายให้ส่งมอบเงินสด 40,000 บาท แต่ผู้เสียหายต่อรองโดยตกลงจะส่งมอบเงินให้ 35,000 บาท แต่ตามทางนำสืบผู้เสียหายอ้างว่าเป็นเงิน 50,000 บาท แตกต่างกันก็ตาม แต่ไม่ว่าจะเป็นเงินเท่าใดต่างเป็นความผิดทั้งสิ้น ความแตกต่างกันดังกล่าวจึงเป็นเรื่องรายละเอียดและไม่มีจำเลยคนใดหลงต่อสู้ ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยทั้งสามตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 และข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดโดยล่อหลอกให้ผู้เสียหายไปหาแล้วใช้อาวุธปืนขู่บังคับให้ผู้เสียหายขึ้นรถยนต์ ระหว่างอยู่ในรถมีทั้งการทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ขู่เข็ญให้ผู้เสียหายไปล่อซื้อยาเสพติดให้โทษซึ่งเป็นวิธีการที่จะให้ผู้เสียหายยอมให้หรือยอมจะให้พวกตนได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน และเอาทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นกระเป๋าใส่เงินซึ่งภายในมีทรัพย์สิน ได้แก่ เงินสดจำนวนหนึ่ง บัตรเอทีเอ็ม บัตรประจำตัวประชาชนไป พวกจำเลยยังนำบัตรเอทีเอ็มไปถอนเงินของผู้เสียหายออกมาเป็นเงิน 9,500 บาท และขู่เข็ญผู้เสียหายจนยอมที่จะให้เงินแก่พวกจำเลยเป็นการทดแทนที่จะให้ไปล่อซื้อยาเสพติดให้โทษ อันเห็นได้ว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดเพื่อที่จะให้ได้ทรัพย์หรือประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพของผู้เสียหายเพื่อให้ความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นและยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ โดยใช้อาวุธปืนขู่เข็ญและใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม จนผู้เสียหายยอมให้ทรัพย์สินข้างต้นและยอมที่จะให้เงินอีกจำนวนหนึ่งในภายหลัง เห็นได้ว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาที่จะให้ได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายมากที่สุดโดยไม่คำนึงถึงวิธีการและจะให้ได้มาอย่างไร การกระทำความผิดคดีนี้ก็มีลักษณะต่อเนื่องไม่ขาดตอน และการกระทำที่เป็นองค์ประกอบแห่งความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์กับความผิดฐานร่วมกันกรรโชกเกิดขึ้นซ้อนกัน ทั้งความผิดฐานร่วมกันกรรโชกเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่ผู้เสียหายยอมให้ทรัพย์สินที่พวกจำเลยเอาไปข้างต้นและยอมจะให้เงินแก่พวกจำเลยอีกในภายหลัง การที่จำเลยทั้งสามจะได้เงินส่วนที่ผู้เสียหายตกลงจะให้ในภายหลังนี้หรือไม่ หามีผลให้การกระทำความผิดฐานร่วมกันกรรโชกไม่เป็นความผิดสำเร็จไม่ การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันกรรโชกและร่วมกันปล้นทรัพย์จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาได้แยกกันเป็นความผิดคนละกรรมดังโจทก์ฟ้องและตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองไม่ เมื่อรับฟังได้ว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันกรรโชกและร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นการกระทำกรรมเดียวกัน ดังนั้น แม้โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานร่วมกันกรรโชกว่า พวกจำเลยแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะขอหมายจับผู้เสียหายต่อศาลชั้นต้น เนื่องจากผู้เสียหายมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษนั้น ซึ่งในส่วนที่อ้างว่าจะขอหมายจับผู้เสียหายจะไม่ตรงกันกับการกระทำของพวกจำเลยในชั้นพิจารณา ที่จำเลยที่ 2 เพียงอ้างจะให้ผู้เสียหายไปช่วยล่อซื้อยาเสพติดให้โทษก็ตาม แต่เป็นความแตกต่างกันในรายละเอียด ประกอบกับเมื่อรวมการกระทำทั้งในส่วนที่โจทก์อ้างเป็นความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์และความผิดฐานอื่นที่รับฟังได้เป็นกรรมเดียวกันแล้ว ย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามมีการกระทำที่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและเสรีภาพของผู้เสียหาย จนผู้เสียหายยอมให้ทรัพย์สินและยอมจะให้เงินอีกจำนวนหนึ่งในภายหลังจริง และจำเลยทั้งสามไม่หลงต่อสู้ ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยทั้งสามตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ได้เช่นกัน ปัญหาข้างต้นเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ได้ และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มิได้ฎีกาให้ได้ลดโทษดุจจำเลยที่ 3 ผู้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 213 ประกอบมาตรา 225
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 337 วรรคสอง (2), 371 ความผิดทั้งหมดประกอบมาตรา 83 สำหรับความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์และฐานร่วมกันกรรโชกเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 18 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 13 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันพาอาวุธและบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้แล้ว จำเลยที่ 1 คงจำคุก 9 ปี และปรับ 50 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 13 ปี 6 เดือน และปรับ 75 บาท จำเลยที่ 3 คงจำคุก 27 ปี 15 เดือน 15 วัน และปรับ 75 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
(วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์-วรพจน์ วิไลชนม์-ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา)
ศาลจังหวัดชลบุรี - นายสมหวัง กองใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายจรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.8007/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ2578/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ2496/2549
หมายเหตุ