คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14113/2555 ฉบับเต็ม

#528485
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14113/2555 นายละคร ภูช่างทอง กับพวก โจทก์ นางกาญจนา ชินสมัย จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 144, มาตรา 145, มาตรา 148 วรรคแรก ในคดีก่อน จำเลยได้ฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 2 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาซื้อขายที่ดิน อันเป็นเอกสารฉบับเดียวกันกับที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องขอให้เพิกถอน ต่อมาโจทก์ที่ 2 และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับที่ดินพิพาท โดยในสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า ภายใน 3 เดือน หากโจทก์ที่ 2 ประสงค์จะซื้อที่ดินคืน จำเลยยินยอมขายคืนให้ หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว โจทก์ที่ 2 และบริวารยินยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท สัญญาประนีประนอมได้กล่าวถึงที่ดินพิพาทแปลงเดียวกัน ซึ่งล้วนเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดี ต้องถือว่ามีการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีแล้ว การที่โจทก์ทั้งสองนำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทฉบับเดิมซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีก่อนมาฟ้องเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน แม้โจทก์ที่ 1 จะมิได้ถูกฟ้องในคดีก่อน แต่ไม่ว่าโจทก์ที่ 1 จะอยู่ในฐานะเป็นสามีของโจทก์ที่ 2 หรือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา148 ในคดีก่อน จำเลยขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้โจทก์ที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท โจทก์ที่ 1 สามีของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอกันส่วนอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ที่ 1 เป็นเพียงบริวารของโจทก์ที่ 2 ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบริวารของโจทก์ที่ 2 จึงมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 คำร้องขอกันส่วนของโจทก์ที่ 1 ในคดีก่อนและคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ที่ร่วมกับโจทก์ที่ 2 คดีนี้ มีประเด็นแห่งคดีทั้งสองเป็นประเด็นเดียวกัน คือ ให้วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทหรือไม่ เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายเป็นรายเดียวกันและศาลเคยวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีก่อนไปแล้ว คำฟ้องของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 และฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ด้วย ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าหนังสือสัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยลงวันที่ 4 มกราคม 2550 เป็นโมฆะและเพิกถอนหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าว จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 17448 ตำบลเพ็ญ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ตามสารบัญจดทะเบียนลงวันที่ 4 มกราคม 2550 ระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลย ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์ที่ 2 ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1537/2550 หมายเลขแดงที่ 1814/2550 ของศาลชั้นต้น จำเลยได้ฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 2 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาซื้อขายที่ดิน ต่อมาโจทก์ที่ 2 และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับที่ดินพิพาท โดยในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ระบุว่า ภายในระยะเวลา 3 เดือน หากโจทก์ที่ 2 ประสงค์จะซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวคืนจากจำเลย จำเลยยินยอมขายคืนในราคา 400,000 บาท หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว โจทก์ที่ 2 และบริวารยินยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท มิฉะนั้นจะยอมชดใช้ค่าเสียหายรายเดือนแก่จำเลย และไม่ติดใจดำเนินคดีอีกต่อไป ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความ เอกสารท้ายฎีกาของโจทก์ที่ 1 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเมื่อโจทก์ที่ 2 ไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม จำเลยจึงขอให้บังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนของกฎหมายโดยแจ้งให้โจทก์ที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ตามสำเนาประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งโจทก์ที่ 1 สามีของโจทก์ที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอกันส่วนอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 โดยได้รับมรดกมาจากบิดา โจทก์ที่ 1 เป็นเพียงบริวารไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบริวารของโจทก์ที่ 2 จึงมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ข.7/2551 ของศาลชั้นต้น ต่อมานอกจากโจทก์ที่ 1 จะได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งสองยังได้มายื่นฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นคดีนี้อีก เห็นว่า จำเลยได้ฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 2 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาซื้อขายที่ดินฉบับดังกล่าว อันเป็นเอกสารฉบับเดียวกันกับที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องขอให้เพิกถอน อีกทั้งในสัญญาประนีประนอมยอมความได้กล่าวถึงที่ดินพิพาทแปลงเดียวกัน ซึ่งล้วนเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีนั้น ก็ต้องถือว่ามีการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีแล้ว การที่โจทก์ทั้งสองนำเรื่องสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทฉบับเดิมซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทให้คดีก่อนมาฟ้องเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน แม้โจทก์ที่ 1 จะมิได้ถูกฟ้องในคดีก่อน แต่ไม่ว่าโจทก์ที่ 1 จะอยู่ในฐานะเป็นสามีของโจทก์ที่ 2 หรือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคแรก นอกจากนี้ในส่วนฟ้องของโจทก์ที่ 1 ยังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ข.7/2551 ของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 อีกด้วย เนื่องจากคำร้องของโจทก์ที่ 1 ในคดีก่อนและคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ที่ร่วมกับโจทก์ที่ 2 คดีนี้มีประเด็นแห่งคดีทั้งสองเป็นประเด็นเดียวกัน คือ ให้วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทหรือไม่ เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายก็เป็นรายเดียวกัน และศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีก่อนไปแล้ว คำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ในคดีนี้จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นนั้นอีก ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและฟ้องซ้ำด้วย โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนคำพิพากษาของศาลฎีกาที่โจทก์ที่ 1 อ้างมานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ไชยยงค์ คงจันทร์-เมทินี ชโลธร-สมยศ เข็มทอง) ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายบุญธรรม ตุกชูแสง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสังคม สุภาผล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1307/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ2049/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2717/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
528485
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุดรธานี",
        "judge": "นายบุญธรรม ตุกชูแสง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายสังคม สุภาผล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081984403"
    }
}
date
2555
deka_no
14113/2555
deka_running_no
14113
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ไชยยงค์ คงจันทร์",
    "เมทินี ชโลธร",
    "สมยศ เข็มทอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 144",
            "ม. 145",
            "ม. 148 วรรคแรก"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายละคร ภูช่างทอง กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางกาญจนา ชินสมัย"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าหนังสือสัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยลงวันที่ 4 มกราคม 2550 เป็นโมฆะและเพิกถอนหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าว

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 17448 ตำบลเพ็ญ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ตามสารบัญจดทะเบียนลงวันที่ 4 มกราคม 2550 ระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลย ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์ที่ 2 ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1537/2550 หมายเลขแดงที่ 1814/2550 ของศาลชั้นต้น จำเลยได้ฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 2 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาซื้อขายที่ดิน ต่อมาโจทก์ที่ 2 และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับที่ดินพิพาท โดยในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ระบุว่า ภายในระยะเวลา 3 เดือน หากโจทก์ที่ 2 ประสงค์จะซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวคืนจากจำเลย จำเลยยินยอมขายคืนในราคา 400,000 บาท หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว โจทก์ที่ 2 และบริวารยินยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท มิฉะนั้นจะยอมชดใช้ค่าเสียหายรายเดือนแก่จำเลย และไม่ติดใจดำเนินคดีอีกต่อไป ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความ เอกสารท้ายฎีกาของโจทก์ที่ 1 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเมื่อโจทก์ที่ 2 ไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม จำเลยจึงขอให้บังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนของกฎหมายโดยแจ้งให้โจทก์ที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ตามสำเนาประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งโจทก์ที่ 1 สามีของโจทก์ที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอกันส่วนอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 โดยได้รับมรดกมาจากบิดา โจทก์ที่ 1 เป็นเพียงบริวารไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบริวารของโจทก์ที่ 2 จึงมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ข.7/2551 ของศาลชั้นต้น ต่อมานอกจากโจทก์ที่ 1 จะได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งสองยังได้มายื่นฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นคดีนี้อีก เห็นว่า จำเลยได้ฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 2 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาซื้อขายที่ดินฉบับดังกล่าว อันเป็นเอกสารฉบับเดียวกันกับที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องขอให้เพิกถอน อีกทั้งในสัญญาประนีประนอมยอมความได้กล่าวถึงที่ดินพิพาทแปลงเดียวกัน ซึ่งล้วนเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีนั้น ก็ต้องถือว่ามีการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีแล้ว การที่โจทก์ทั้งสองนำเรื่องสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทฉบับเดิมซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทให้คดีก่อนมาฟ้องเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน แม้โจทก์ที่ 1 จะมิได้ถูกฟ้องในคดีก่อน แต่ไม่ว่าโจทก์ที่ 1 จะอยู่ในฐานะเป็นสามีของโจทก์ที่ 2 หรือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคแรก นอกจากนี้ในส่วนฟ้องของโจทก์ที่ 1 ยังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ข.7/2551 ของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 อีกด้วย เนื่องจากคำร้องของโจทก์ที่ 1 ในคดีก่อนและคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ที่ร่วมกับโจทก์ที่ 2 คดีนี้มีประเด็นแห่งคดีทั้งสองเป็นประเด็นเดียวกัน คือ ให้วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทหรือไม่ เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายก็เป็นรายเดียวกัน และศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีก่อนไปแล้ว คำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ในคดีนี้จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นนั้นอีก ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและฟ้องซ้ำด้วย โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนคำพิพากษาของศาลฎีกาที่โจทก์ที่ 1 อ้างมานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ2049/2551
primary_red_case_no
พ2717/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000397.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1307/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555