คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9823/2555 ฉบับเต็ม

#528491
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9823/2555 กรมการค้าต่างประเทศ กับพวก โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดอึ้งชุนหลีพืชผล กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30 การเข้าร่วมโครงการของจำเลยทั้งสองเป็นการเข้าทำสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองในลักษณะสัญญาไม่มีรูปแบบซึ่งเงื่อนไขในสัญญาดังกล่าวกำหนดให้จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ขนส่งมันสำปะหลังไปยังผู้ส่งออกตามที่ได้ขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับอนุญาตปี 2540 เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นเงื่อนไขของสัญญาที่เป็นสาระสำคัญ การที่จำเลยทั้งสองขนส่งมันสำปะหลังไปยังบริษัท อ. ซึ่งมิใช่ผู้ส่งออกตามทะเบียนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับอนุญาตปี 2540 กรณีถือว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดสัญญาเพราะการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่นำมันสำปะหลังอัดเม็ดไปส่งให้บริษัทที่มิใช่ผู้ส่งออกตามทะเบียนผู้ส่งออก ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับอนุญาตปี 2540 ทำให้ปริมาณมันสำปะหลังยังคงหมุนเวียนอยู่ในตลาดภายในประเทศทำให้ราคาขายมันสำปะหลังไม่เพิ่มสูงขึ้นตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลและการที่จำเลยทั้งสองรับเงินชดเชยค่าขนส่งจากโจทก์ทั้งสองทั้งสองครั้งไปโดยไม่ถูกต้องนั้น จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิรับเงินชดเชยค่าขนส่งดังกล่าวจากโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่รับไปจากโจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด กรณีการฟ้องเรียกเงินคืนของโจทก์ทั้งสองมิใช่การเรียกคืนในฐานะลาภมิควรได้แต่เป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ดังนั้นอายุความในคดีนี้จึงมีระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามสัญญา เมื่อโจทก์ที่ 2 มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 นำเงินดังกล่าวมาคืน และจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวในวันที่ 29 เมษายน 2541 โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 จึงเป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,670,968.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,882,621 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ต้องวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ทั้งสองขาดอายุความฟ้องร้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 เข้าร่วมโครงการยกระดับราคาหัวมันสำปะหลังปี 2540 นั้น โจทก์ทั้งสองมีวัตถุประสงค์ในการยกระดับราคาหัวมันสำปะหลังให้มีราคาสูงขึ้นกว่าราคาท้องตลาดซึ่งขณะนั้นมีราคาตกต่ำ จึงมีโครงการดังกล่าวขึ้นโดยโจทก์ทั้งสองต้องการให้ผู้เข้าร่วมโครงการขนส่งมันสำปะหลังไปส่งให้ผู้ส่งออกที่ขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับอนุญาตปี 2540 เพื่อให้บริษัทผู้ส่งออกดังกล่าวสามารถส่งมันสำปะหลังอัดเม็ดออกไปยังต่างประเทศได้ในปริมาณสูงอันจะทำให้มีปริมาณหัวมันสำปะหลังภายในประเทศมีจำนวนลดน้อยลงและจะทำให้ราคาตลาดของหัวมันสำปะหลังภายในประเทศมีราคาเพิ่มสูงขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล จึงกำหนดเงื่อนไขในการจ่ายเงินให้ผู้ร่วมโครงการในลักษณะเงินชดเชยค่าขนส่งเพื่อให้ผู้ร่วมโครงการขนส่งมันสำปะหลังอัดเม็ดจากผู้ผลิตไปขายยังผู้ส่งออกต่างประเทศ การที่จำเลยทั้งสองเข้าร่วมโครงการดังกล่าวโดยทราบเงื่อนไขของโครงการที่โจทก์ทั้งสองจัดทำขึ้นนั้นโดยจำเลยทั้งสองทราบว่า จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของโจทก์ทั้งสองคือการขนส่งมันสำปะหลังอัดเม็ดไปยังผู้ส่งออกที่ได้รับอนุญาตในปี 2540 เท่านั้น และโจทก์ทั้งสองจะจ่ายเงินชดเชยค่าขนส่งให้แก่จำเลยทั้งสอง การเข้าร่วมโครงการของจำเลยทั้งสองถือว่าเป็นการเข้าทำสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองในลักษณะสัญญาไม่มีรูปแบบซึ่งเงื่อนไขในสัญญาดังกล่าวกำหนดให้จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ขนส่งมันสำปะหลังไปยังผู้ส่งออกตามที่ได้ขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับอนุญาตปี 2540 เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นเงื่อนไขของสัญญาที่เป็นสาระสำคัญ การที่จำเลยทั้งสองขนส่งมันสำปะหลังไปยังบริษัทอินฟินิตี้ ออฟ ไอเดีย จำกัด ซึ่งมิใช่ผู้ส่งออกตามทะเบียนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับอนุญาตปี 2540 กรณีถือว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดสัญญาเพราะการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่นำมันสำปะหลังอัดเม็ดไปส่งให้บริษัทที่มิใช่ผู้ส่งออกตามทะเบียนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับอนุญาตปี 2540 ทำให้ปริมาณมันสำปะหลังยังคงหมุนเวียนอยู่ในตลาดภายในประเทศทำให้ราคาขายมันสำปะหลังไม่เพิ่มสูงขึ้นตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลและการที่จำเลยทั้งสองรับเงินชดเชยค่าขนส่งจากโจทก์ทั้งสองทั้งสองครั้งไปโดยไม่ถูกต้องเป็นเงินรวม 1,882,621 บาทนั้น จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิรับเงินชดเชยค่าขนส่งจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่รับไปจากโจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด กรณีการฟ้องเรียกเงินคืนของโจทก์ทั้งสองมิใช่การเรียกคืนในฐานะลาภมิควรได้แต่เป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ดังนั้นอายุความในคดีนี้จึงมีระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามสัญญา เมื่อโจทก์ที่ 2 มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 นำเงินดังกล่าวมาคืน และจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวในวันที่ 29 เมษายน 2541 แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 เช่นนี้ จึงเป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความและเมื่อฟังว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาและรับเงินตามฟ้องจากโจทก์ไปโดยไม่มีสิทธิ จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินต้นดังกล่าวที่รับไปจากโจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 29 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 1,882,621 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 788,347.51 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาท (ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-นพพร โพธิรังสิยากร-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์) ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี - นายคมกริช ภัทรพิทักษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายประเสริฐ โกวิทยา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1997/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ346/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ499/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
528491
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี",
        "judge": "นายคมกริช ภัทรพิทักษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายประเสริฐ โกวิทยา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081985661"
    }
}
date
2555
deka_no
9823/2555
deka_running_no
9823
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ศรีอัมพร ศาลิคุปต์",
    "นพพร โพธิรังสิยากร",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมการค้าต่างประเทศ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดอึ้งชุนหลีพืชผล กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,670,968.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,882,621 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ต้องวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ทั้งสองขาดอายุความฟ้องร้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 เข้าร่วมโครงการยกระดับราคาหัวมันสำปะหลังปี 2540 นั้น โจทก์ทั้งสองมีวัตถุประสงค์ในการยกระดับราคาหัวมันสำปะหลังให้มีราคาสูงขึ้นกว่าราคาท้องตลาดซึ่งขณะนั้นมีราคาตกต่ำ จึงมีโครงการดังกล่าวขึ้นโดยโจทก์ทั้งสองต้องการให้ผู้เข้าร่วมโครงการขนส่งมันสำปะหลังไปส่งให้ผู้ส่งออกที่ขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับอนุญาตปี 2540 เพื่อให้บริษัทผู้ส่งออกดังกล่าวสามารถส่งมันสำปะหลังอัดเม็ดออกไปยังต่างประเทศได้ในปริมาณสูงอันจะทำให้มีปริมาณหัวมันสำปะหลังภายในประเทศมีจำนวนลดน้อยลงและจะทำให้ราคาตลาดของหัวมันสำปะหลังภายในประเทศมีราคาเพิ่มสูงขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล จึงกำหนดเงื่อนไขในการจ่ายเงินให้ผู้ร่วมโครงการในลักษณะเงินชดเชยค่าขนส่งเพื่อให้ผู้ร่วมโครงการขนส่งมันสำปะหลังอัดเม็ดจากผู้ผลิตไปขายยังผู้ส่งออกต่างประเทศ การที่จำเลยทั้งสองเข้าร่วมโครงการดังกล่าวโดยทราบเงื่อนไขของโครงการที่โจทก์ทั้งสองจัดทำขึ้นนั้นโดยจำเลยทั้งสองทราบว่า จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของโจทก์ทั้งสองคือการขนส่งมันสำปะหลังอัดเม็ดไปยังผู้ส่งออกที่ได้รับอนุญาตในปี 2540 เท่านั้น และโจทก์ทั้งสองจะจ่ายเงินชดเชยค่าขนส่งให้แก่จำเลยทั้งสอง การเข้าร่วมโครงการของจำเลยทั้งสองถือว่าเป็นการเข้าทำสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองในลักษณะสัญญาไม่มีรูปแบบซึ่งเงื่อนไขในสัญญาดังกล่าวกำหนดให้จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ขนส่งมันสำปะหลังไปยังผู้ส่งออกตามที่ได้ขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับอนุญาตปี 2540 เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นเงื่อนไขของสัญญาที่เป็นสาระสำคัญ การที่จำเลยทั้งสองขนส่งมันสำปะหลังไปยังบริษัทอินฟินิตี้ ออฟ ไอเดีย จำกัด ซึ่งมิใช่ผู้ส่งออกตามทะเบียนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับอนุญาตปี 2540 กรณีถือว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดสัญญาเพราะการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่นำมันสำปะหลังอัดเม็ดไปส่งให้บริษัทที่มิใช่ผู้ส่งออกตามทะเบียนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรับอนุญาตปี 2540 ทำให้ปริมาณมันสำปะหลังยังคงหมุนเวียนอยู่ในตลาดภายในประเทศทำให้ราคาขายมันสำปะหลังไม่เพิ่มสูงขึ้นตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลและการที่จำเลยทั้งสองรับเงินชดเชยค่าขนส่งจากโจทก์ทั้งสองทั้งสองครั้งไปโดยไม่ถูกต้องเป็นเงินรวม 1,882,621 บาทนั้น จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิรับเงินชดเชยค่าขนส่งจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่รับไปจากโจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด กรณีการฟ้องเรียกเงินคืนของโจทก์ทั้งสองมิใช่การเรียกคืนในฐานะลาภมิควรได้แต่เป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ดังนั้นอายุความในคดีนี้จึงมีระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามสัญญา เมื่อโจทก์ที่ 2 มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 นำเงินดังกล่าวมาคืน และจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวในวันที่ 29 เมษายน 2541 แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 เช่นนี้ จึงเป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความและเมื่อฟังว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาและรับเงินตามฟ้องจากโจทก์ไปโดยไม่มีสิทธิ จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินต้นดังกล่าวที่รับไปจากโจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 29 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 1,882,621 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 788,347.51 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
พ346/2546
primary_red_case_no
พ499/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000408.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1997/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555