คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8124/2555 ฉบับเต็ม

#528500
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8124/2555 นางสายันต์ คำผง โจทก์ นายอุดม กล่อมเกลี้ยง จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสาม ป.วิ.พ. มาตรา 193/32 ประเด็นในคดีอาญาและคดีแพ่งนี้เป็นประเด็นเดียวกันว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ กรณีจึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และการที่พนักงานอัยการฟ้องคดีอาญาถือว่าพนักงานอัยการได้ดำเนินคดีอาญาแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย เมื่อคดีอาญาถึงที่สุดแล้วโดยศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยก่อนที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องคดีแพ่งย่อมมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 และ ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสาม แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องหรือขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีอาญาดังกล่าวก็ตาม เพราะบทบัญญัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสาม มิได้บัญญัติให้ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาหรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 77,085 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 52,805 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันกระทำละเมิด (วันที่ 23 เมษายน 2550 ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมนั้น โจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระตามกฎหมายแล้ว จึงไม่กำหนดให้ กับกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มูลเหตุคดีที่เกิดขึ้นในคดีนี้เป็นกรณีเดียวกันกับที่พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ ได้ฟ้องจำเลยในคดีอาญาว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส และศาลจังหวัดศรีสะเกษวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดจริง พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คดีถึงที่สุด ดังนั้น ประเด็นในคดีอาญาและคดีนี้เป็นประเด็นเดียวกันว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ กรณีจึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และการที่พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาถือว่าพนักงานอัยการได้ดำเนินคดีอาญาแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย เมื่อคดีอาญาถึงที่สุดแล้วโดยศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยก่อนที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องคดีแพ่งย่อมมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสาม แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องหรือขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษในคดีอาญาดังกล่าวก็ตามเพราะบทบัญญัติตามมาตรา 51 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มิได้บัญญัติให้ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อศาล หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดวันที่ 1 ธันวาคม 2550 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมยศ เข็มทอง-ไชยยงค์ คงจันทร์-เมทินี ชโลธร) ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายดุลประภัสสร์ มุลพรม ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายประดิษฐ์ จิตต์จำนงค์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.377/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ714/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1406/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
528500
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดศรีสะเกษ",
        "judge": "นายดุลประภัสสร์ มุลพรม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายประดิษฐ์ จิตต์จำนงค์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081986105"
    }
}
date
2555
deka_no
8124/2555
deka_running_no
8124
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "สมยศ เข็มทอง",
    "ไชยยงค์ คงจันทร์",
    "เมทินี ชโลธร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 51 วรรคสาม"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/32"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสายันต์ คำผง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอุดม กล่อมเกลี้ยง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 77,085 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 52,805 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันกระทำละเมิด (วันที่ 23 เมษายน 2550 ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมนั้น โจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระตามกฎหมายแล้ว จึงไม่กำหนดให้ กับกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มูลเหตุคดีที่เกิดขึ้นในคดีนี้เป็นกรณีเดียวกันกับที่พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ ได้ฟ้องจำเลยในคดีอาญาว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส และศาลจังหวัดศรีสะเกษวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดจริง พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คดีถึงที่สุด ดังนั้น ประเด็นในคดีอาญาและคดีนี้เป็นประเด็นเดียวกันว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ กรณีจึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และการที่พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาถือว่าพนักงานอัยการได้ดำเนินคดีอาญาแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย เมื่อคดีอาญาถึงที่สุดแล้วโดยศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยก่อนที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องคดีแพ่งย่อมมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสาม แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องหรือขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษในคดีอาญาดังกล่าวก็ตามเพราะบทบัญญัติตามมาตรา 51 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มิได้บัญญัติให้ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อศาล หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดวันที่ 1 ธันวาคม 2550 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ714/2552
primary_red_case_no
พ1406/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000412.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.377/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555