คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10625/2555 ฉบับเต็ม

#528502
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10625/2555 บริษัทอเมริกัน เอ็กซ์เพรส (ไทย) จำกัด โจทก์ นายอิศรา สุรีย์พันธ์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 204, มาตรา 213, มาตรา 386 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตแล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธว่ามิได้ผิดนัด คงให้การแต่เพียงว่าสัญญาบัตรเครดิตระหว่างโจทก์กับจำเลยยังคงมีผลบังคับ เนื่องจากโจทก์มิได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่การเลิกสัญญากับการผิดนัดเป็นคนละเรื่องคนละกรณีกัน กล่าวคือ หนี้ที่เกิดจากมูลสัญญา เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 หรืออาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตาม มาตรา 386 ถึง มาตรา 388 ก็ได้ แล้วแต่เจ้าหนี้จะเลือก หาได้หมายความว่าหากโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยมีสิทธิไม่ต้องชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่โจทก์ไม่ ดังนั้น เมื่อหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้มีกำหนดเวลาแน่นอนตามวันแห่งปฏิทิน การที่จำเลยมิได้ชำระตามกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนหรือบอกกล่าวอีกตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง อันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อนฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 215,372.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 144, 973.89 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 173,992.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 มีนาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 173,992.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 139,963.50 บาท นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในเรื่องนี้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์หมายเลข 3763 - 145942 - 01007 ส่วนนางมาลี เป็นสมาชิกบัตรเสริมหมายเลข 3763 - 145942 - 01015 ซึ่งจำเลยยินยอมรับผิดต่อโจทก์สำหรับยอดค้างชำระอันเกิดจากการใช้บัตรเสริมดังกล่าว จำเลยและนางมาลีสมาชิกบัตรเสริมนำบัตรเครดิตและบัตรเสริมไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการระหว่างวันที่ 8 มีนาคม 2547 ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ทดรองจ่ายเงินแทนจำเลยและสมาชิกบัตรเสริม แล้วเรียกเก็บเงินจากจำเลยเป็นรายเดือน แต่จำเลยไม่ได้ชำระหนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวน 173,992.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 139,963.50 บาท นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตแล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธว่ามิได้ผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าว คงให้การแต่เพียงว่าสัญญาบัตรเครดิตระหว่างโจทก์กับจำเลยยังคงมีผลบังคับอยู่ เนื่องจากโจทก์ยังมิได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 35 ทวิ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเท่านั้น แต่การเลิกสัญญากับการผิดนัดเป็นคนละเรื่องคนละกรณีกัน กล่าวคือ หนี้ที่เกิดจากมูลสัญญา เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 หรืออาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 386 ถึงมาตรา 388 ก็ได้ แล้วแต่เจ้าหนี้จะเลือก หาได้หมายความว่าหากโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยมีสิทธิไม่ต้องชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่โจทก์ไม่ ดังนั้น เมื่อหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้มีกำหนดเวลาแน่นอนตามวันแห่งปฏิทิน การที่จำเลยมิได้ชำระตามกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยจึงต้องตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนหรือบอกกล่าวอีกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง อันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อนฟ้อง พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์ (ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-นพพร โพธิรังสิยากร-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์) ศาลจังหวัดตลิ่งชัน - นายปกรณ์ รัตนพิทย์ ศาลอุทธรณ์ - นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.813/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ11559/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ4673/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
528502
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตลิ่งชัน",
        "judge": "นายปกรณ์ รัตนพิทย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081985344"
    }
}
date
2555
deka_no
10625/2555
deka_running_no
10625
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ศรีอัมพร ศาลิคุปต์",
    "นพพร โพธิรังสิยากร",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 204",
            "ม. 213",
            "ม. 386"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทอเมริกัน เอ็กซ์เพรส (ไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอิศรา สุรีย์พันธ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 215,372.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 144, 973.89 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 173,992.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 มีนาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 173,992.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 139,963.50 บาท นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในเรื่องนี้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์หมายเลข 3763 - 145942 - 01007 ส่วนนางมาลี เป็นสมาชิกบัตรเสริมหมายเลข 3763 - 145942 - 01015 ซึ่งจำเลยยินยอมรับผิดต่อโจทก์สำหรับยอดค้างชำระอันเกิดจากการใช้บัตรเสริมดังกล่าว จำเลยและนางมาลีสมาชิกบัตรเสริมนำบัตรเครดิตและบัตรเสริมไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการระหว่างวันที่ 8 มีนาคม 2547 ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ทดรองจ่ายเงินแทนจำเลยและสมาชิกบัตรเสริม แล้วเรียกเก็บเงินจากจำเลยเป็นรายเดือน แต่จำเลยไม่ได้ชำระหนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวน 173,992.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 139,963.50 บาท นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตแล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธว่ามิได้ผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าว คงให้การแต่เพียงว่าสัญญาบัตรเครดิตระหว่างโจทก์กับจำเลยยังคงมีผลบังคับอยู่ เนื่องจากโจทก์ยังมิได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 35 ทวิ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเท่านั้น แต่การเลิกสัญญากับการผิดนัดเป็นคนละเรื่องคนละกรณีกัน กล่าวคือ หนี้ที่เกิดจากมูลสัญญา เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 หรืออาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 386 ถึงมาตรา 388 ก็ได้ แล้วแต่เจ้าหนี้จะเลือก หาได้หมายความว่าหากโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยมีสิทธิไม่ต้องชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่โจทก์ไม่ ดังนั้น เมื่อหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้มีกำหนดเวลาแน่นอนตามวันแห่งปฏิทิน การที่จำเลยมิได้ชำระตามกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยจึงต้องตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนหรือบอกกล่าวอีกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง อันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อนฟ้อง

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
พ11559/2550
primary_red_case_no
พ4673/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000405.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.813/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555