คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13823/2555 ฉบับเต็ม

#528516
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13823/2555 นายสมเกียรติ ตันติพลาวนิชย์ โจทก์ บริษัทอินเทค การ์ด จำกัด จำเลย นายบรรจง แก้วลอดหล้า ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยร่วม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยร่วมขอให้สั่งจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าน้ำมันรถยนต์และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำเลยร่วมสอบสวนแล้วมีคำสั่งที่ 15/2550 ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิรับเงินต่าง ๆ ข้างต้น และส่งคำสั่งไปให้โจทก์รับทราบในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 จึงยังไม่พ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด ส่วนวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ไม่ใช่วันที่โจทก์ยื่นฟ้อง คงเป็นแต่เพียงวันที่ศาลแรงงานกลางสั่งให้โจทก์เรียบเรียงทำคำฟ้องซึ่งมีการแก้ไขหลายครั้งนำมายื่นต่อศาลใหม่ ถือได้ว่าโจทก์ยื่นฟ้องชอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง แล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน และบังคับจำเลยให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมหรือไม่ต่ำกว่าตำแหน่งเดิม อัตราค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเดิม โดยนับอายุงานต่อเนื่อง หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 1,640,700 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน เป็นเงิน 45,575 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าจ้างค้างจ่าย 17,671.50 บาท กับค่าชดเชย 136,725 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุก 7 วัน นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องฉบับเดียวกันขอแก้ไขคำฟ้องและขอให้หมายเรียกนายบรรจง พนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางอนุญาต จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลย จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง และยกคำขอของจำเลยที่ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลย โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการส่วนขาย อัตราค่าจ้างเดือนละ 38,325 บาท ค่าน้ำมันรถยนต์เดือนละ 6,000 บาท และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่เดือนละ 1,250 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน วันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยร่วมในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าน้ำมันรถยนต์ และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่แก่โจทก์ จำเลยร่วมมีคำสั่งที่ 15/2550 ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 ว่าโจทก์ขอลากิจวันที่ 16 ถึง 18 พฤศจิกายน 2549 เพื่อไปร่วมงานศพมารดาของเพื่อน ผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาตเพราะโจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นซองประมูลราคางานแทนจำเลยต่อลูกค้าในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งมีมูลค่าของงานมาก แต่โจทก์ก็ยังหยุดงานไป กรณีถือได้ว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ส่วนค่าน้ำมันรถยนต์และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่ใช่ค่าจ้างหรือเงินอย่างอื่นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจสั่งให้นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างได้ โจทก์รับทราบคำสั่งของจำเลยร่วมครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยร่วมดังกล่าว โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องหลายครั้งเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2550 วันที่ 23 มีนาคม 2550 และวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งให้โจทก์ทำคำฟ้องนำมายื่นต่อศาลใหม่ ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 15/2550 ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 เกินกำหนดสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ไปยื่นคำร้องต่อจำเลยร่วมในฐานะพนักงานตรวจแรงงานขอให้สั่งจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าน้ำมันรถยนต์ และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำเลยร่วมสอบสวนแล้วมีคำสั่งที่ 15/2550 ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินต่าง ๆ ข้างต้น และส่งคำสั่งไปให้โจทก์รับทราบในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 จึงยังไม่พ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด ส่วนวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ไม่ใช่วันที่โจทก์ยื่นฟ้อง คงเป็นแต่เพียงวันที่ศาลแรงงานกลางสั่งให้โจทก์เรียบเรียงทำคำฟ้องซึ่งมีการแก้ไขหลายครั้งนำมายื่นต่อศาลใหม่ ถือได้ว่าโจทก์ยื่นฟ้องชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่งแล้ว ศาลแรงงานกลางต้องพิจารณาพิพากษาคดีตามประเด็นพิพาทต่อไป ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ยื่นฟ้องเกินกำหนด หลังจากคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานถึงที่สุด และไม่วินิจฉัยประเด็นพิพาท ข้อ 1 ถึงข้อ 5 อีกต่อไป แล้วพิพากษายกฟ้อง ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาวินิจฉัยคดีตามประเด็นข้อพิพาท ข้อ 1 ถึงข้อ 5 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (อนันต์ ชุมวิสูตร-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-ทวีป ตันสวัสดิ์) ศาลแรงงานกลาง - นายประเวศ อัศวรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.316/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ570/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ924/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
528516
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายประเวศ อัศวรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081984524"
    }
}
date
2555
deka_no
13823/2555
deka_running_no
13823
deka_year
2555
department
แรงงาน
judges
[
    "อนันต์ ชุมวิสูตร",
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์",
    "ทวีป ตันสวัสดิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 125 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสมเกียรติ ตันติพลาวนิชย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทอินเทค การ์ด จำกัด"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายบรรจง แก้วลอดหล้า"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน และบังคับจำเลยให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมหรือไม่ต่ำกว่าตำแหน่งเดิม อัตราค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเดิม โดยนับอายุงานต่อเนื่อง หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 1,640,700 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน เป็นเงิน 45,575 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าจ้างค้างจ่าย 17,671.50 บาท กับค่าชดเชย 136,725 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุก 7 วัน นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องฉบับเดียวกันขอแก้ไขคำฟ้องและขอให้หมายเรียกนายบรรจง พนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางอนุญาต

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลย

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง และยกคำขอของจำเลยที่ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการส่วนขาย อัตราค่าจ้างเดือนละ 38,325 บาท ค่าน้ำมันรถยนต์เดือนละ 6,000 บาท และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่เดือนละ 1,250 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน วันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยร่วมในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าน้ำมันรถยนต์ และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่แก่โจทก์ จำเลยร่วมมีคำสั่งที่ 15/2550 ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 ว่าโจทก์ขอลากิจวันที่ 16 ถึง 18 พฤศจิกายน 2549 เพื่อไปร่วมงานศพมารดาของเพื่อน ผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาตเพราะโจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นซองประมูลราคางานแทนจำเลยต่อลูกค้าในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งมีมูลค่าของงานมาก แต่โจทก์ก็ยังหยุดงานไป กรณีถือได้ว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ส่วนค่าน้ำมันรถยนต์และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่ใช่ค่าจ้างหรือเงินอย่างอื่นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจสั่งให้นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างได้ โจทก์รับทราบคำสั่งของจำเลยร่วมครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยร่วมดังกล่าว โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องหลายครั้งเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2550 วันที่ 23 มีนาคม 2550 และวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งให้โจทก์ทำคำฟ้องนำมายื่นต่อศาลใหม่ ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2550

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 15/2550 ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 เกินกำหนดสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ไปยื่นคำร้องต่อจำเลยร่วมในฐานะพนักงานตรวจแรงงานขอให้สั่งจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าน้ำมันรถยนต์ และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำเลยร่วมสอบสวนแล้วมีคำสั่งที่ 15/2550 ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินต่าง ๆ ข้างต้น และส่งคำสั่งไปให้โจทก์รับทราบในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 จึงยังไม่พ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด ส่วนวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ไม่ใช่วันที่โจทก์ยื่นฟ้อง คงเป็นแต่เพียงวันที่ศาลแรงงานกลางสั่งให้โจทก์เรียบเรียงทำคำฟ้องซึ่งมีการแก้ไขหลายครั้งนำมายื่นต่อศาลใหม่ ถือได้ว่าโจทก์ยื่นฟ้องชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่งแล้ว ศาลแรงงานกลางต้องพิจารณาพิพากษาคดีตามประเด็นพิพาทต่อไป ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ยื่นฟ้องเกินกำหนด หลังจากคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานถึงที่สุด และไม่วินิจฉัยประเด็นพิพาท ข้อ 1 ถึงข้อ 5 อีกต่อไป แล้วพิพากษายกฟ้อง ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาวินิจฉัยคดีตามประเด็นข้อพิพาท ข้อ 1 ถึงข้อ 5 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
พ570/2550
primary_red_case_no
พ924/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000398.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.316/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555