คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12070/2555 ฉบับเต็ม

#528523
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12070/2555 พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว โจทก์ นายชูก้าน กิกสันเทียะ จำเลย ป.อ. มาตรา 91 พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจากผู้กู้แต่ละรายต่างวันเวลากัน รวม 35 วัน จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้อง การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนาเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจากผู้กู้แต่ละรายแยกต่างหากจากกันในแต่ละวันที่จำเลยกระทำความผิด จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5 (7), 16 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 16 มกราคม 2515 ข้อ 5 (7), 16 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจัดหามาซึ่งเงินทุนแล้วให้ผู้อื่นกู้ จำคุก 6 เดือน ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 35 กระทง เป็นจำคุก 210 เดือน รวมจำคุก 216 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 108 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานจัดหามาซึ่งเงินทุนแล้วให้ผู้อื่นกู้ จำคุก 4 เดือน ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 35 กระทง เป็นจำคุก 140 เดือน รวมจำคุก 144 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 72 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีเจตนาเดียวเพื่อเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจากผู้กู้ยืมในอัตราเดียวกันคงที่ตลอดไม่เคยเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของผู้กู้แต่ละราย การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจากผู้กู้แต่ละรายต่างวันเวลากัน รวม 35 วัน จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้อง การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนาเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจากผู้กู้แต่ละรายแยกต่างหากจากกันในแต่ละวันที่จำเลยกระทำความผิด จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นกรรมเดียวดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราโดยวางโทษจำคุกกระทงละ 4 เดือน ก่อนลดโทษให้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าหนักเกินไปเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราให้จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 35 กระทง รวมจำคุก 70 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 35 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว เป็นจำคุก 37 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 (นพพร โพธิรังสิยากร-ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์) ศาลจังหวัดสีคิ้ว - นายเกรียงไกร สาริกา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2496/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ414/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ428/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
528523
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสีคิ้ว",
        "judge": "นายเกรียงไกร สาริกา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081984988"
    }
}
date
2555
deka_no
12070/2555
deka_running_no
12070
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "นพพร โพธิรังสิยากร",
    "ศรีอัมพร ศาลิคุปต์",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475",
        "sections": [
            "ม. 3"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชูก้าน กิกสันเทียะ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5 (7), 16 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 16 มกราคม 2515 ข้อ 5 (7), 16 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจัดหามาซึ่งเงินทุนแล้วให้ผู้อื่นกู้ จำคุก 6 เดือน ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 35 กระทง เป็นจำคุก 210 เดือน รวมจำคุก 216 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 108 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานจัดหามาซึ่งเงินทุนแล้วให้ผู้อื่นกู้ จำคุก 4 เดือน ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 35 กระทง เป็นจำคุก 140 เดือน รวมจำคุก 144 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 72 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีเจตนาเดียวเพื่อเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจากผู้กู้ยืมในอัตราเดียวกันคงที่ตลอดไม่เคยเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของผู้กู้แต่ละราย การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจากผู้กู้แต่ละรายต่างวันเวลากัน รวม 35 วัน จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้อง การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนาเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจากผู้กู้แต่ละรายแยกต่างหากจากกันในแต่ละวันที่จำเลยกระทำความผิด จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นกรรมเดียวดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราโดยวางโทษจำคุกกระทงละ 4 เดือน ก่อนลดโทษให้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าหนักเกินไปเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราให้จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 35 กระทง รวมจำคุก 70 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 35 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว เป็นจำคุก 37 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
อ414/2554
primary_red_case_no
อ428/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000402.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2496/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555