คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18217/2555 ฉบับเต็ม

#528535
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18217/2555 พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา โจทก์ บริษัทอยุธยา แคปติตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง นายรักษ์พงษ์ สูงศักดิ์ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 36 ผู้ร้องเป็นผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ของกลาง แม้ผู้ร้องมิได้นำสืบให้เห็นว่า ฉ. ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้ร้องแล้วกี่งวด เป็นเงินจำนวนเท่าใดและยังค้างชำระอยู่จำนวนเท่าใด ก็มิใช่ข้อที่แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 และการที่ผู้ร้องรับชำระค่าเช่าซื้อหลังจากที่รถยนต์ของกลางถูกยึดแล้ว ก็มิใช่เป็นการบ่งชี้ว่าผู้ให้เช่าซื้อกระทำโดยไม่สุจริตเสมอไป เมื่อโจทก์ไม่มีพยานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด และผู้ร้องจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกี่ครั้งหรือเมื่อบอกเลิกสัญญาแล้วผู้ร้องจะดำเนินคดีทางแพ่งเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อจาก ฉ. หรือไม่ ย่อมเป็นสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ร้องจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ เมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของกลางที่ให้เช่าซื้อคืนได้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางจึงเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้ร้องโดยตรง พฤติการณ์แห่งคดียังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เมื่อผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องคืนรถยนต์ของกลางให้ผู้ร้อง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ลงโทษจำเลยที่ 4 และที่ 5 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ประกอบมาตรา 83 ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 และริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน จร 8787 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขอให้ศาลสั่งคืนของกลางที่ศาลสั่งริบแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 นั้นเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา เมื่อผู้ร้องอ้างว่ารถยนต์ของกลางที่ศาลสั่งริบเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องนำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้าง คดีนี้ผู้ร้องมีนายทรงยศ ผู้รับมอบอำนาจช่วง เป็นพยานเบิกความว่า ในระหว่างที่ผู้เช่าซื้อยังชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้ร้องไม่ครบถ้วน รถยนต์ของกลางถูกพนักงานสอบสวนยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญา และต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลาง ถือได้ว่าผู้เช่าซื้อได้กระทำผิดข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้ออันเป็นสาระสำคัญของสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 และข้อ 11.2 ซึ่งเป็นผลให้สัญญาสิ้นสุดทันทีและผู้ร้องมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ผู้ร้องจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังผู้เช่าซื้อ ผู้ร้องไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิด หรือมีการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีทรัพย์สินดังกล่าวไว้ใช้ในการกระทำความผิดตามที่ถูกฟ้อง ผู้ร้องไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจหรือให้ความยินยอมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดของจำเลย ดังนี้ ผู้ร้องได้นำสืบให้เห็นแล้วว่าผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ของกลางไม่รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 แม้ผู้ร้องมิได้นำสืบให้เห็นว่านายเฉลา ผู้เช่าซื้อ ชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้ร้องแล้วกี่งวด เป็นเงินจำนวนเท่าใดและยังค้างชำระอยู่จำนวนเท่าใด แต่นายทรงยศก็เบิกความว่า รถยนต์ของกลางถูกยึดในระหว่างที่ผู้เช่าซื้อยังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน จึงฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุผู้เช่าซื้อยังคงค้างชำระค่าเช่าซื้อแก่ผู้ร้อง และการที่ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อหรือไม่เพียงใดก็มิใช่ข้อที่แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ส่วนที่นายทรงยศไม่ได้เบิกความว่าเมื่อรถยนต์ของกลางถูกพนักงานสอบสวนยึดแล้ว ผู้ร้องยังคงรับชำระค่าเช่าซื้อจากนายเฉลาหรือไม่ก็มิใช่ข้อสำคัญเช่นกัน การที่โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าหลังจากรถยนต์ของกลางถูกยึดแล้วผู้ร้องยังคงรับชำระค่าเช่าซื้อเรื่อยมา ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะถามค้านนายทรงยศหรือนำพยานเข้าสืบให้เห็นดังที่โจทก์ยื่นคำคัดค้านไว้ และการที่ผู้ให้เช่าซื้อรับชำระค่าเช่าซื้อหลังจากที่รถยนต์ของกลางถูกยึดแล้ว ก็มิใช่เป็นการบ่งชี้ว่าผู้ให้เช่าซื้อกระทำโดยไม่สุจริตเสมอไป เมื่อโจทก์ไม่มีพยานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด นอกจากนี้การที่ผู้ร้องเคยบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกับนายเฉลาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2551 มาครั้งหนึ่งแล้ว และมาบอกเลิกสัญญากับนายเฉลาอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 27 สิงหาคม 2551 ก็มิใช่ข้อพิรุธเพราะเหตุที่บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเป็นเหตุเดียวกัน และผู้ร้องจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกี่ครั้งหรือเมื่อบอกเลิกสัญญาแล้วผู้ร้องจะดำเนินคดีทางแพ่งเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อจากนายเฉลาหรือไม่ ย่อมเป็นสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ร้องจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ เมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของกลางที่ให้เช่าซื้อคืนได้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางจึงเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้ร้องโดยตรง พฤติการณ์แห่งคดียังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องขอคืนรถยนต์ของกลางเพื่อประโยชน์ของนายเฉลาผู้เช่าซื้อ อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอคืนรถยนต์ของกลาง เมื่อผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องคืนรถยนต์ของกลางให้ผู้ร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน จร 8787 กรุงเทพมหานคร ของกลางแก่ผู้ร้อง (แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์-ปดารณี ลัดพลี-สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย) ศาลจังหวัดพะเยา - นายโพชฌงค์ พรหมขันธ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายอุดม วัตตธรรม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3843/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ขค7/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ขค2/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
528535
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพะเยา",
        "judge": "นายโพชฌงค์ พรหมขันธ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายอุดม วัตตธรรม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983396"
    }
}
date
2555
deka_no
18217/2555
deka_running_no
18217
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์",
    "ปดารณี ลัดพลี",
    "สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 36"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทอยุธยา แคปติตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายรักษ์พงษ์ สูงศักดิ์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ลงโทษจำเลยที่ 4 และที่ 5 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ประกอบมาตรา 83 ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 และริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน จร 8787 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขอให้ศาลสั่งคืนของกลางที่ศาลสั่งริบแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 นั้นเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา เมื่อผู้ร้องอ้างว่ารถยนต์ของกลางที่ศาลสั่งริบเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องนำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้าง คดีนี้ผู้ร้องมีนายทรงยศ ผู้รับมอบอำนาจช่วง เป็นพยานเบิกความว่า ในระหว่างที่ผู้เช่าซื้อยังชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้ร้องไม่ครบถ้วน รถยนต์ของกลางถูกพนักงานสอบสวนยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญา และต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลาง ถือได้ว่าผู้เช่าซื้อได้กระทำผิดข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้ออันเป็นสาระสำคัญของสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 และข้อ 11.2 ซึ่งเป็นผลให้สัญญาสิ้นสุดทันทีและผู้ร้องมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ผู้ร้องจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังผู้เช่าซื้อ ผู้ร้องไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิด หรือมีการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีทรัพย์สินดังกล่าวไว้ใช้ในการกระทำความผิดตามที่ถูกฟ้อง ผู้ร้องไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจหรือให้ความยินยอมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดของจำเลย ดังนี้ ผู้ร้องได้นำสืบให้เห็นแล้วว่าผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ของกลางไม่รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 แม้ผู้ร้องมิได้นำสืบให้เห็นว่านายเฉลา ผู้เช่าซื้อ ชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้ร้องแล้วกี่งวด เป็นเงินจำนวนเท่าใดและยังค้างชำระอยู่จำนวนเท่าใด แต่นายทรงยศก็เบิกความว่า รถยนต์ของกลางถูกยึดในระหว่างที่ผู้เช่าซื้อยังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน จึงฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุผู้เช่าซื้อยังคงค้างชำระค่าเช่าซื้อแก่ผู้ร้อง และการที่ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อหรือไม่เพียงใดก็มิใช่ข้อที่แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ส่วนที่นายทรงยศไม่ได้เบิกความว่าเมื่อรถยนต์ของกลางถูกพนักงานสอบสวนยึดแล้ว ผู้ร้องยังคงรับชำระค่าเช่าซื้อจากนายเฉลาหรือไม่ก็มิใช่ข้อสำคัญเช่นกัน การที่โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าหลังจากรถยนต์ของกลางถูกยึดแล้วผู้ร้องยังคงรับชำระค่าเช่าซื้อเรื่อยมา ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะถามค้านนายทรงยศหรือนำพยานเข้าสืบให้เห็นดังที่โจทก์ยื่นคำคัดค้านไว้ และการที่ผู้ให้เช่าซื้อรับชำระค่าเช่าซื้อหลังจากที่รถยนต์ของกลางถูกยึดแล้ว ก็มิใช่เป็นการบ่งชี้ว่าผู้ให้เช่าซื้อกระทำโดยไม่สุจริตเสมอไป เมื่อโจทก์ไม่มีพยานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด นอกจากนี้การที่ผู้ร้องเคยบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกับนายเฉลาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2551 มาครั้งหนึ่งแล้ว และมาบอกเลิกสัญญากับนายเฉลาอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 27 สิงหาคม 2551 ก็มิใช่ข้อพิรุธเพราะเหตุที่บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเป็นเหตุเดียวกัน และผู้ร้องจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกี่ครั้งหรือเมื่อบอกเลิกสัญญาแล้วผู้ร้องจะดำเนินคดีทางแพ่งเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อจากนายเฉลาหรือไม่ ย่อมเป็นสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ร้องจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ เมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของกลางที่ให้เช่าซื้อคืนได้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางจึงเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้ร้องโดยตรง พฤติการณ์แห่งคดียังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องขอคืนรถยนต์ของกลางเพื่อประโยชน์ของนายเฉลาผู้เช่าซื้อ อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอคืนรถยนต์ของกลาง เมื่อผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องคืนรถยนต์ของกลางให้ผู้ร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน จร 8787 กรุงเทพมหานคร ของกลางแก่ผู้ร้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
ขค7/2553
primary_red_case_no
ขค2/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000388.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3843/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555