คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1341/2554 ฉบับเต็ม

#528539
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1341/2554 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นางธนาภา เสนคำสอน กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 2, มาตรา 91, มาตรา 282 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 3, มาตรา 6 จำเลยทั้งสามร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจาร แม้กระทำต่อผู้เสียหายหลายคนในคราวเดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ภายหลังกระทำความผิด ได้มี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 โดยไม่ได้บัญญัติให้การกระทำความผิดฐานค้าหญิงโดยหญิงนั้นยินยอมตามที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามมาตรา 5, 7 วรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยที่ 1 จึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดฐานนี้ตาม ป.อ. มาตรา 2 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282, 283 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1512/2544 และคดีหมายเลขดำที่ 1853/2546 ของศาลจังหวัดสงขลา จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคสองพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสี่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคสอง และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสามเว้นแต่จำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ละกรรมเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กระทงแรกลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก จำคุกกระทงละ 15 ปี กระทงหลังลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง จำคุกคนละ 6 ปี รวมโทษทุกกระทงเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 21 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี 9 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี 27 เดือน ข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสามในความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยหญิงนั้นยินยอมเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กระทงเดียว จำคุกคนละ 6 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม จำเลยที่ 2 คงจำคุก 4 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดต่อผู้เสียหายหลายคนทั้งคำให้การชั้นสอบสวนไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาจึงไม่ลดโทษให้และให้ปรับบทลงโทษว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง ด้วย ยกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นโดยใช้อุบายหลอกลวงและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนที่ลดโทษให้จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทัณฑสถานหญิงชลบุรีมีหนังสือแจ้งต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2554 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วโจทก์ไม่คัดค้าน ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่นางสาวพิมพาอ้างว่าเดินทางไปประเทศมาเลเซียเพราะจำเลยที่ 1 และนางสาวกฤษณาชักชวนให้ไปค้าขายเสื้อผ้านั้น ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าจะไปค้าขายกันอย่างไร ทั้งไม่มีการเตรียมการการเดินทางไปประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะ แต่นางสาวพิมพากลับตกลงใจเดินทางไปกับนางสาวกฤษณาในค่ำวันที่ 7 ธันวาคม 2546 ทันทีที่ได้รับการติดต่อจากนางสาวกฤษณา ในลักษณะปกปิดไม่บอกให้สามีและย่าที่พักอาศัยอยู่ด้วยกันทราบ และเมื่อไปถึงประเทศมาเลเซียโทรศัพท์มาหานางปลาพี่สามีก็ยังปกปิดเรื่องการเดินทางไปประเทศมาเลเซีย ผิดปกติวิสัยที่ไปทำมาค้าขายตามปกติ ที่นางสาวพิมพาอ้างว่าเดินทางไปประเทศมาเลเซียเพราะต้องการไปค้าขายเสื้อผ้าจึงมีน้ำหนักน้อย นางสาวพิมพา นางสาวกฤษณา และนางสาวเอ๋คุ้นเคยและพักอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน ทั้งสามเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 ซึ่งย่าและมารดานางสาวพิมพายังเข้าใจว่านางสาวพิมพาถูกพาไปค้าประเวณี จึงไม่น่าเชื่อว่านางสาวพิมพาจะไม่ทราบว่านางสาวกฤษณาและนางสาวเอ๋ต้องการเดินทางไปค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซีย การที่นางสาวพิมพาโทรศัพท์มาแจ้งให้ญาติที่ประเทศไทยช่วยเหลืออ้างว่าถูกหลอกลวงมาและถูกบังคับให้ค้าประเวณีนั้น ก็มีลักษณะเดียวกับที่นางสาวกฤษณาและนางสาวเอ๋โทรศัพท์ติดต่อมาให้ช่วยเหลือเพราะทนสภาพการค้าประเวณีไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่แต่แรกตั้งใจจะไปค้าประเวณี คำยืนยันของนางสาวพิมพาที่อ้างว่าตนถูกหลอกลวงไปค้าประเวณีจึงไม่น่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้อุบายหลอกลวงนางสาวพิมพาไปค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซีย และแม้จำเลยที่ 1 พานางสาวพิมพาและนางสาวเอ๋ไปในครั้งคราวเดียวกันแต่ก็เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพาหญิงไปเพื่ออนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคหนึ่งและวรรคสองรวม 2 กรรม ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน และสมควรลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนึ่ง ภายหลังจำเลยที่ 1 กระทำความผิดแล้ว ได้มีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 โดยไม่ได้บัญญัติให้การกระทำความผิดฐานค้าหญิงโดยหญิงนั้นยินยอมตามที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยที่ 1 จึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดฐานนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคหนึ่งและวรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิด 2 กรรม ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 ปี รวมจำคุก 12 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี 12 เดือน และจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (ประยูร ณ ระนอง-พิศาล อัยยะวรากูล-อดิศักดิ์ ปัตรวลี) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายชัยเทพ จันทนจุลกะ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางกฤษณี เยพิทักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.437/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ815/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1822/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
528539
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นายชัยเทพ จันทนจุลกะ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นางกฤษณี เยพิทักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081991372"
    }
}
date
2554
deka_no
1341/2554
deka_running_no
1341
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "ประยูร ณ ระนอง",
    "พิศาล อัยยะวรากูล",
    "อดิศักดิ์ ปัตรวลี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2",
            "ม. 91",
            "ม. 282"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551",
        "sections": [
            "ม. 3",
            "ม. 6"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางธนาภา เสนคำสอน กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282, 283 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1512/2544 และคดีหมายเลขดำที่ 1853/2546 ของศาลจังหวัดสงขลา

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคสองพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสี่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคสอง และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสามเว้นแต่จำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ละกรรมเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กระทงแรกลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก จำคุกกระทงละ 15 ปี กระทงหลังลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง จำคุกคนละ 6 ปี รวมโทษทุกกระทงเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 21 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี 9 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี 27 เดือน ข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสามในความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยหญิงนั้นยินยอมเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กระทงเดียว จำคุกคนละ 6 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม จำเลยที่ 2 คงจำคุก 4 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดต่อผู้เสียหายหลายคนทั้งคำให้การชั้นสอบสวนไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาจึงไม่ลดโทษให้และให้ปรับบทลงโทษว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง ด้วย ยกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นโดยใช้อุบายหลอกลวงและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนที่ลดโทษให้จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทัณฑสถานหญิงชลบุรีมีหนังสือแจ้งต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2554 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วโจทก์ไม่คัดค้าน ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่นางสาวพิมพาอ้างว่าเดินทางไปประเทศมาเลเซียเพราะจำเลยที่ 1 และนางสาวกฤษณาชักชวนให้ไปค้าขายเสื้อผ้านั้น ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าจะไปค้าขายกันอย่างไร ทั้งไม่มีการเตรียมการการเดินทางไปประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะ แต่นางสาวพิมพากลับตกลงใจเดินทางไปกับนางสาวกฤษณาในค่ำวันที่ 7 ธันวาคม 2546 ทันทีที่ได้รับการติดต่อจากนางสาวกฤษณา ในลักษณะปกปิดไม่บอกให้สามีและย่าที่พักอาศัยอยู่ด้วยกันทราบ และเมื่อไปถึงประเทศมาเลเซียโทรศัพท์มาหานางปลาพี่สามีก็ยังปกปิดเรื่องการเดินทางไปประเทศมาเลเซีย ผิดปกติวิสัยที่ไปทำมาค้าขายตามปกติ ที่นางสาวพิมพาอ้างว่าเดินทางไปประเทศมาเลเซียเพราะต้องการไปค้าขายเสื้อผ้าจึงมีน้ำหนักน้อย นางสาวพิมพา นางสาวกฤษณา และนางสาวเอ๋คุ้นเคยและพักอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน ทั้งสามเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 ซึ่งย่าและมารดานางสาวพิมพายังเข้าใจว่านางสาวพิมพาถูกพาไปค้าประเวณี จึงไม่น่าเชื่อว่านางสาวพิมพาจะไม่ทราบว่านางสาวกฤษณาและนางสาวเอ๋ต้องการเดินทางไปค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซีย การที่นางสาวพิมพาโทรศัพท์มาแจ้งให้ญาติที่ประเทศไทยช่วยเหลืออ้างว่าถูกหลอกลวงมาและถูกบังคับให้ค้าประเวณีนั้น ก็มีลักษณะเดียวกับที่นางสาวกฤษณาและนางสาวเอ๋โทรศัพท์ติดต่อมาให้ช่วยเหลือเพราะทนสภาพการค้าประเวณีไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่แต่แรกตั้งใจจะไปค้าประเวณี คำยืนยันของนางสาวพิมพาที่อ้างว่าตนถูกหลอกลวงไปค้าประเวณีจึงไม่น่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้อุบายหลอกลวงนางสาวพิมพาไปค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซีย และแม้จำเลยที่ 1 พานางสาวพิมพาและนางสาวเอ๋ไปในครั้งคราวเดียวกันแต่ก็เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพาหญิงไปเพื่ออนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคหนึ่งและวรรคสองรวม 2 กรรม ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน และสมควรลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

อนึ่ง ภายหลังจำเลยที่ 1 กระทำความผิดแล้ว ได้มีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 โดยไม่ได้บัญญัติให้การกระทำความผิดฐานค้าหญิงโดยหญิงนั้นยินยอมตามที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยที่ 1 จึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดฐานนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคหนึ่งและวรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิด 2 กรรม ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 ปี รวมจำคุก 12 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี 12 เดือน และจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
อ815/2547
primary_red_case_no
อ1822/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000458.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.437/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554