คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16255/2555 ฉบับเต็ม

#528544
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16255/2555 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายเสถียร ศรีประยูรไพศาล โจทก์ร่วม นายธนันต์ ดลภักนิยมกุล จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้กำลังทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมโดยชก ต่อย และเตะ โดยไม่ได้บรรยายว่าจำเลยขับรถยนต์พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมจนรถล้มทำให้ศีรษะของโจทก์ร่วมกระแทกกำแพงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ศาลไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 297 ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องอันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายเสถียร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 2 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า โจทก์ร่วมมีส่วนผิดอยู่ด้วย ขณะเกิดเหตุจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ขาดการยับยั้งชั่งใจ ประกอบกับจำเลยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีหน้าที่การงานที่มั่นคงแน่นอน มีครอบครัวคือภริยาและบุตร 2 คน ที่ยังต้องอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษา ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน การลงโทษจำคุกระยะสั้นนอกจากไม่ก่อให้เกิดผลในการแก้ไขฟื้นฟูความประพฤติของจำเลยแล้ว ยังทำให้มีประวัติเสื่อมเสีย เห็นสมควรให้โอกาสแก่จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โดยรอการลงโทษและคุมความประพฤติไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่า โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน รวม 4 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี รายงานตัวครั้งแรกในวันที่มีคำพิพากษา ให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องขณะที่โจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์อยู่ในซอยสุทธิพร 1 จำเลยขับรถยนต์ตามหลังแล้วบีบแตรขอทาง โจทก์ร่วมหลบไปทางด้านซ้าย จำเลยขับรถยนต์แซงไปจนถึงปากซอยสุทธิพร 2 โจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์ตามไปทันและได้ใช้มือตบที่กระโปรงท้ายรถยนต์ของจำเลยแล้วโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวเข้าซอยสุทธิพร 2 จำเลยได้เลี้ยวรถยนต์ตามไปทัน แล้วชนท้ายรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมจนล้มลง โจทก์ร่วมลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาจำเลย จำเลยลงจากรถยนต์และเดินเข้าหาโจทก์ร่วม แล้วจำเลยชกต่อยโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลจะนำข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยขับรถยนต์พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมจนรถล้มทำให้ศีรษะของโจทก์ร่วมกระแทกกำแพงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ สมองบวมต้องผ่าตัดสมองมาวินิจฉัยได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้กำลังทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมโดยชก ต่อย และเตะ โดยไม่ได้บรรยายว่าจำเลยขับรถยนต์พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมจนรถล้มทำให้ศีรษะของโจทก์ร่วมกระแทกกำแพงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ศาลไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (พฤษภา พนมยันตร์-อาวุธ ปั้นปรีชา-อธิป จิตต์สำเริง) ศาลอาญา - นายรังสิชัย บรรณกิจวิจารณ์ ศาลอุทธรณ์ - นายไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6165/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2150/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2507/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
528544
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายรังสิชัย บรรณกิจวิจารณ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983746"
    }
}
date
2555
deka_no
16255/2555
deka_running_no
16255
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "พฤษภา พนมยันตร์",
    "อาวุธ ปั้นปรีชา",
    "อธิป จิตต์สำเริง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายเสถียร ศรีประยูรไพศาล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายธนันต์ ดลภักนิยมกุล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายเสถียร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 2 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า โจทก์ร่วมมีส่วนผิดอยู่ด้วย ขณะเกิดเหตุจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ขาดการยับยั้งชั่งใจ ประกอบกับจำเลยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีหน้าที่การงานที่มั่นคงแน่นอน มีครอบครัวคือภริยาและบุตร 2 คน ที่ยังต้องอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษา ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน การลงโทษจำคุกระยะสั้นนอกจากไม่ก่อให้เกิดผลในการแก้ไขฟื้นฟูความประพฤติของจำเลยแล้ว ยังทำให้มีประวัติเสื่อมเสีย เห็นสมควรให้โอกาสแก่จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โดยรอการลงโทษและคุมความประพฤติไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่า โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน รวม 4 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี รายงานตัวครั้งแรกในวันที่มีคำพิพากษา ให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องขณะที่โจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์อยู่ในซอยสุทธิพร 1 จำเลยขับรถยนต์ตามหลังแล้วบีบแตรขอทาง โจทก์ร่วมหลบไปทางด้านซ้าย จำเลยขับรถยนต์แซงไปจนถึงปากซอยสุทธิพร 2 โจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์ตามไปทันและได้ใช้มือตบที่กระโปรงท้ายรถยนต์ของจำเลยแล้วโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวเข้าซอยสุทธิพร 2 จำเลยได้เลี้ยวรถยนต์ตามไปทัน แล้วชนท้ายรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมจนล้มลง โจทก์ร่วมลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาจำเลย จำเลยลงจากรถยนต์และเดินเข้าหาโจทก์ร่วม แล้วจำเลยชกต่อยโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลจะนำข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยขับรถยนต์พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมจนรถล้มทำให้ศีรษะของโจทก์ร่วมกระแทกกำแพงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ สมองบวมต้องผ่าตัดสมองมาวินิจฉัยได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้กำลังทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมโดยชก ต่อย และเตะ โดยไม่ได้บรรยายว่าจำเลยขับรถยนต์พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมจนรถล้มทำให้ศีรษะของโจทก์ร่วมกระแทกกำแพงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ศาลไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2150/2549
primary_red_case_no
อ2507/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000391.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6165/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555