คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12601/2555 ฉบับเต็ม

#528556
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12601/2555 บริษัทแพ็คฟู้ด จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ต อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด หรือที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำเลย บริษัทชับบ์ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก จำเลยร่วม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลแพ่งโดยระบุชื่อจำเลยว่า "บริษัท ที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด" เมื่อมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยระบุชื่อจำเลยว่า "บริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด หรือ ที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส" แม้ทั้งสองบริษัทเป็นนิติบุคคลต่างกันแต่ชื่อใกล้เคียงกันมาก มีกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนคนเดียวกัน กรรมการคนอื่นก็มีนามสกุลเดียวกัน เชื่อว่าเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน และตามใบรับขนทางอากาศ ในส่วนที่เป็นตราประทับของบริษัท และในส่วนที่เป็นช่องลายมือชื่อผู้ส่งสินค้าหรือตัวแทนระบุชื่อไว้ชัดเจนว่า กับในช่องลายมือชื่อผู้ขนส่งหรือตัวแทนผู้ออกเอกสารก็มีตราประทับแสดงเครื่องหมายการค้าของบริษัทโดยมีคำว่า ขนาดใหญ่กว่าคำหรือข้อความอื่น เมื่อได้ความว่าโจทก์ประสงค์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่รับจ้างขนส่งสินค้าและทำให้สินค้าเสียหาย ซึ่งก็คือบริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด หรือชื่อทางการค้าว่า ที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งแล้ว ศาลแพ่งมีคำสั่งไม่รับฟ้องในอีก 7 วัน ต่อมาโดยเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลแพ่ง เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีโอกาสขอแก้ไขคำฟ้องในข้อผิดพลาดผิดหลงเกี่ยวกับชื่อจำเลย จำเลยเองก็ไม่ได้ปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าไม่ใช่บุคคลที่รับจ้างโจทก์ขนส่งสินค้าดังกล่าว แต่กลับระบุว่าความเสียหายของสินค้าดังกล่าวไม่ใช่ความผิดของจำเลย ทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเรียกจำเลยร่วมทั้งสองเข้ามาในคดี เมื่อสำเนาใบรับสินค้าและใบรับขนทางอากาศเอกสารท้ายฟ้องในคดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกับเอกสารท้ายฟ้องในคดีนี้ก็เป็นชุดเดียวกัน จึงฟังได้ว่าผู้โต้แย้งสิทธิที่แท้จริงต่อโจทก์ คือ จำเลยนั่นเอง ซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 55 และถือว่าโจทก์ได้เคยฟ้องจำเลยคดีนี้ต่อศาลแพ่งแล้ว สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องที่โจทก์มีต่อจำเลยยังไม่ขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,571,364.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,365,739.51 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเรียกบริษัทชับบ์ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทเกาหลีแอร์ไลน์ จำกัด เข้ามาเป็นคู่ความ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต โดยให้เรียกบริษัททั้งสองว่าจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ตามลำดับ จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 37,075 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 กันยายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากชำระเป็นเงินไทยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ชำระเงินจริง โดยให้จำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้รับประกันภัยความรับผิดของจำเลย ร่วมรับผิดกับจำเลยต่อโจทก์ในเงินที่หักเงินร้อยละ 10 ของเงิน 37,075 ดอลลาร์สหรัฐ ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ออก และเมื่อคำนวณเงินที่จะหักออกแล้วต้องไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท หากคำนวณได้ต่ำกว่าให้หักด้วย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยร่วมที่ 1 ต้องรับผิดดังกล่าว โดยต้นเงินที่จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ต้องรับผิดต้องไม่เกิน 2,571,364.40 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 205,624.89 บาท ตามคำฟ้อง ให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 2 ให้เป็นพับ จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ขนส่งเนื้อปูปรุงรสแช่แข็งไปให้ลูกค้าของโจทก์ที่เมืองแอตแลนต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจำเลยตกลงรับจ้าง ต่อมาในวันที่ 26 กันยายน 2548 จำเลยได้รับสินค้า 400 หีบห่อ รวมน้ำหนักสินค้าและหีบห่อ 4,265 กิโลกรัม มูลค่า 56,740 ดอลลาร์สหรัฐ ไปจากโจทก์ จำเลยทำประกันภัยความรับผิดไว้กับจำเลยร่วมที่ 1 ในวงเงินทุนประกันภัย 20,000,000 บาท หลังจากรับสินค้าแล้ว จำเลยจัดส่งสินค้าไปทางสายการบินของจำเลยร่วมที่ 2 สินค้าของโจทก์ไปถึงสนามบินปลายทางที่เมืองแอตแลนต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 27 กันยายน 2548 แต่เนื่องจากจำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ที่จะต้องดูแลสินค้าของโจทก์ให้อยู่ในสภาพแช่แข็งรักษาอุณหภูมิไว้ที่ลบ 18 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่า แยกสินค้าออกมาวางไว้บนที่วางรองสินค้าในโกดังเก็บสินค้าซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 26.67 องศาเซลเซียส ทำให้เนื้อปูปรุงรสแช่แข็งของโจทก์ต้องเสียสภาพเสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ ลูกค้าของโจทก์ปฏิเสธการรับสินค้าดังกล่าวของโจทก์ โจทก์เคยยื่นฟ้องคดีที่ศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ 4174/2549 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2549 ตามคำฟ้องระบุชื่อจำเลยว่า "บริษัทที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด" ต่อมาศาลแพ่งเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2549 โจทก์จึงได้มายื่นฟ้องจำเลยที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2549 ระบุชื่อจำเลยว่า "บริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด หรือที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส" สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยร่วมที่ 2 ต่อศาลแพ่งและวันที่จำเลยร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดีซึ่งถือเป็นวันที่จำเลยร่วมที่ 2 ถูกฟ้อง คือวันที่ 22 ธันวาคม 2549 เมื่อนับจากวันที่ 27 กันยายน 2548 เป็นระยะเวลาเกิน 1 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 ขาดอายุความแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 เพียงข้อเดียวว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลแพ่งโดยระบุชื่อจำเลยว่า "บริษัทที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด" เป็นการฟ้องผิดตัว ทำให้เมื่อมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยระบุชื่อจำเลยว่า "บริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด หรือที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส" สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์จึงได้ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามหลักฐานหนังสือรับรองบริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด และสำเนาหนังสือรับรองบริษัทที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด แสดงให้เห็นว่าทั้งสองบริษัทเป็นนิติบุคคลต่างกัน แต่ชื่อของทั้งสองบริษัทนั้นใกล้เคียงกันมาก คำว่า "ที.เอ็ม.ที." ที่เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด เข้าลักษณะของอักษรย่อที่ย่อมาจากคำว่า "ไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนล" ที่เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด และยังปรากฏตามหนังสือรับรองว่า บริษัททั้งสองมีนายเผดิมเกียรติเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทเช่นเดียวกัน และกรรมการผู้มีอำนาจคนอื่นของทั้งสองบริษัทก็ต่างมีนามสกุล "สมบัติพิบูลย์" เช่นเดียวกันทั้งสิ้น เชื่อได้ว่าทั้งสองบริษัทเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน และเมื่อตามใบรับขนทางอากาศของจำเลยร่วมที่ 2 ในส่วนที่เป็นตราประทับของบริษัท และในส่วนที่เป็นช่องลายมือชื่อผู้ส่งสินค้าหรือตัวแทนระบุชื่อไว้ชัดเจนว่า "TMT" กับในช่องลายมือชื่อผู้ขนส่งหรือตัวแทนผู้ออกเอกสารก็มีตราประทับแสดงเครื่องหมายการค้าของบริษัทโดยมีคำว่า "TMT" ขนาดใหญ่กว่าคำหรือข้อความอื่นมาก คำว่า "THAI MASTER TRANSPORT INTERNATIONAL SERVICE (T.M.T.) CO., LTD." เป็นเพียงถ้อยคำภาษาอังกฤษที่ตัวอักษรขนาดเล็กกว่าคำว่า "TMT" มาก เมื่อได้ความจากนายสมภพ พยานโจทก์ซึ่งเป็นทนายโจทก์ตอบทนายจำเลยและทนายจำเลยร่วมที่ 1 ถามค้านใจความว่า โจทก์ประสงค์จะฟ้องบริษัทผู้ออกใบรับขนทางอากาศซึ่งระบุชื่อทางการค้าว่า ที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส ตัวแทนโจทก์จึงไปคัดหนังสือรับรองและได้หนังสือรับรองบริษัทที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด หลังจากยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งแล้วโจทก์ตรวจสอบชื่อนิติบุคคลของจำเลยอีกครั้งพบว่าผิดพลาด แต่ก่อนโจทก์จะดำเนินการขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับชื่อจำเลย ศาลแพ่งได้มีคำสั่งไม่รับฟ้องเสียก่อน เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงระบุชื่อบริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด หรือที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิสเป็นจำเลย จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า โจทก์มีความประสงค์ที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่รับจ้างโจทก์ขนส่งทางอากาศสินค้าเนื้อปูปรุงรสแช่แข็งและทำให้สินค้าดังกล่าวเสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์ได้อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ซึ่งก็คือ บริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด หรือชื่อทางการค้าว่า ที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งแล้ว ศาลแพ่งมีคำสั่งไม่รับฟ้องในอีก 7 วัน ต่อมาโดยเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลแพ่ง เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีโอกาสขอแก้ไขคำฟ้องในข้อผิดพลาดผิดหลงเกี่ยวกับชื่อจำเลย จำเลยเองก็ไม่ได้ปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่า จำเลยไม่ใช่บุคคลที่รับจ้างโจทก์ขนส่งทางอากาศสินค้าเนื้อปูปรุงรสแช่แข็ง แต่กลับระบุว่าความเสียหายของสินค้าดังกล่าวไม่ใช่ความผิดของจำเลย ทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเรียกจำเลยร่วมทั้งสองเข้ามาในคดีนี้ เมื่อพิจารณาต่อไปว่า สำเนาใบรับสินค้าและสำเนาใบรับขนทางอากาศเอกสารท้ายฟ้องในคดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกับเอกสารท้ายฟ้องในคดีนี้ก็เป็นชุดเดียวกัน จึงฟังได้ว่าผู้โต้แย้งสิทธิที่แท้จริงต่อโจทก์ คือ จำเลยนั่นเอง ซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และถือว่าโจทก์ได้เคยฟ้องจำเลยคดีนี้ต่อศาลแพ่งแล้ว และสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยยังไม่ขาดอายุความดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ (ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์-อร่าม เสนามนตรี-สมควร วิเชียรวรรณ) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายตุล เมฆยงค์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ทก.(ค)173/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น กค213/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น กค5/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
528556
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง",
        "judge": "นายตุล เมฆยงค์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081984873"
    }
}
date
2555
deka_no
12601/2555
deka_running_no
12601
deka_year
2555
department
ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
judges
[
    "ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์",
    "อร่าม เสนามนตรี",
    "สมควร วิเชียรวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539",
        "sections": [
            "ม. 26"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทแพ็คฟู้ด จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ต"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทชับบ์ประกันภัย"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "(ประเทศไทย) จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,571,364.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,365,739.51 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเรียกบริษัทชับบ์ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทเกาหลีแอร์ไลน์ จำกัด เข้ามาเป็นคู่ความ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต โดยให้เรียกบริษัททั้งสองว่าจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ตามลำดับ

จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 37,075 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 กันยายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากชำระเป็นเงินไทยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ชำระเงินจริง โดยให้จำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้รับประกันภัยความรับผิดของจำเลย ร่วมรับผิดกับจำเลยต่อโจทก์ในเงินที่หักเงินร้อยละ 10 ของเงิน 37,075 ดอลลาร์สหรัฐ ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ออก และเมื่อคำนวณเงินที่จะหักออกแล้วต้องไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท หากคำนวณได้ต่ำกว่าให้หักด้วย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยร่วมที่ 1 ต้องรับผิดดังกล่าว โดยต้นเงินที่จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ต้องรับผิดต้องไม่เกิน 2,571,364.40 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 205,624.89 บาท ตามคำฟ้อง ให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ขนส่งเนื้อปูปรุงรสแช่แข็งไปให้ลูกค้าของโจทก์ที่เมืองแอตแลนต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจำเลยตกลงรับจ้าง ต่อมาในวันที่ 26 กันยายน 2548 จำเลยได้รับสินค้า 400 หีบห่อ รวมน้ำหนักสินค้าและหีบห่อ 4,265 กิโลกรัม มูลค่า 56,740 ดอลลาร์สหรัฐ ไปจากโจทก์ จำเลยทำประกันภัยความรับผิดไว้กับจำเลยร่วมที่ 1 ในวงเงินทุนประกันภัย 20,000,000 บาท หลังจากรับสินค้าแล้ว จำเลยจัดส่งสินค้าไปทางสายการบินของจำเลยร่วมที่ 2 สินค้าของโจทก์ไปถึงสนามบินปลายทางที่เมืองแอตแลนต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 27 กันยายน 2548 แต่เนื่องจากจำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ที่จะต้องดูแลสินค้าของโจทก์ให้อยู่ในสภาพแช่แข็งรักษาอุณหภูมิไว้ที่ลบ 18 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่า แยกสินค้าออกมาวางไว้บนที่วางรองสินค้าในโกดังเก็บสินค้าซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 26.67 องศาเซลเซียส ทำให้เนื้อปูปรุงรสแช่แข็งของโจทก์ต้องเสียสภาพเสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ ลูกค้าของโจทก์ปฏิเสธการรับสินค้าดังกล่าวของโจทก์ โจทก์เคยยื่นฟ้องคดีที่ศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ 4174/2549 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2549 ตามคำฟ้องระบุชื่อจำเลยว่า "บริษัทที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด" ต่อมาศาลแพ่งเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2549 โจทก์จึงได้มายื่นฟ้องจำเลยที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2549 ระบุชื่อจำเลยว่า "บริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด หรือที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส" สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยร่วมที่ 2 ต่อศาลแพ่งและวันที่จำเลยร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดีซึ่งถือเป็นวันที่จำเลยร่วมที่ 2 ถูกฟ้อง คือวันที่ 22 ธันวาคม 2549 เมื่อนับจากวันที่ 27 กันยายน 2548 เป็นระยะเวลาเกิน 1 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 ขาดอายุความแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 เพียงข้อเดียวว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลแพ่งโดยระบุชื่อจำเลยว่า "บริษัทที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด" เป็นการฟ้องผิดตัว ทำให้เมื่อมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยระบุชื่อจำเลยว่า "บริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด หรือที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส" สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์จึงได้ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามหลักฐานหนังสือรับรองบริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด และสำเนาหนังสือรับรองบริษัทที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด แสดงให้เห็นว่าทั้งสองบริษัทเป็นนิติบุคคลต่างกัน แต่ชื่อของทั้งสองบริษัทนั้นใกล้เคียงกันมาก คำว่า "ที.เอ็ม.ที." ที่เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด เข้าลักษณะของอักษรย่อที่ย่อมาจากคำว่า "ไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนล" ที่เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด และยังปรากฏตามหนังสือรับรองว่า บริษัททั้งสองมีนายเผดิมเกียรติเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทเช่นเดียวกัน และกรรมการผู้มีอำนาจคนอื่นของทั้งสองบริษัทก็ต่างมีนามสกุล "สมบัติพิบูลย์" เช่นเดียวกันทั้งสิ้น เชื่อได้ว่าทั้งสองบริษัทเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน และเมื่อตามใบรับขนทางอากาศของจำเลยร่วมที่ 2 ในส่วนที่เป็นตราประทับของบริษัท และในส่วนที่เป็นช่องลายมือชื่อผู้ส่งสินค้าหรือตัวแทนระบุชื่อไว้ชัดเจนว่า "TMT" กับในช่องลายมือชื่อผู้ขนส่งหรือตัวแทนผู้ออกเอกสารก็มีตราประทับแสดงเครื่องหมายการค้าของบริษัทโดยมีคำว่า "TMT" ขนาดใหญ่กว่าคำหรือข้อความอื่นมาก คำว่า "THAI MASTER TRANSPORT INTERNATIONAL SERVICE (T.M.T.) CO., LTD." เป็นเพียงถ้อยคำภาษาอังกฤษที่ตัวอักษรขนาดเล็กกว่าคำว่า "TMT" มาก เมื่อได้ความจากนายสมภพ พยานโจทก์ซึ่งเป็นทนายโจทก์ตอบทนายจำเลยและทนายจำเลยร่วมที่ 1 ถามค้านใจความว่า โจทก์ประสงค์จะฟ้องบริษัทผู้ออกใบรับขนทางอากาศซึ่งระบุชื่อทางการค้าว่า ที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส ตัวแทนโจทก์จึงไปคัดหนังสือรับรองและได้หนังสือรับรองบริษัทที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด หลังจากยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งแล้วโจทก์ตรวจสอบชื่อนิติบุคคลของจำเลยอีกครั้งพบว่าผิดพลาด แต่ก่อนโจทก์จะดำเนินการขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับชื่อจำเลย ศาลแพ่งได้มีคำสั่งไม่รับฟ้องเสียก่อน เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงระบุชื่อบริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด หรือที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิสเป็นจำเลย จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า โจทก์มีความประสงค์ที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่รับจ้างโจทก์ขนส่งทางอากาศสินค้าเนื้อปูปรุงรสแช่แข็งและทำให้สินค้าดังกล่าวเสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์ได้อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ซึ่งก็คือ บริษัทไทยมาสเตอร์ทรานสปอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส (ทีเอ็มที) จำกัด หรือชื่อทางการค้าว่า ที.เอ็ม.ที.อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งแล้ว ศาลแพ่งมีคำสั่งไม่รับฟ้องในอีก 7 วัน ต่อมาโดยเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลแพ่ง เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีโอกาสขอแก้ไขคำฟ้องในข้อผิดพลาดผิดหลงเกี่ยวกับชื่อจำเลย จำเลยเองก็ไม่ได้ปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่า จำเลยไม่ใช่บุคคลที่รับจ้างโจทก์ขนส่งทางอากาศสินค้าเนื้อปูปรุงรสแช่แข็ง แต่กลับระบุว่าความเสียหายของสินค้าดังกล่าวไม่ใช่ความผิดของจำเลย ทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเรียกจำเลยร่วมทั้งสองเข้ามาในคดีนี้ เมื่อพิจารณาต่อไปว่า สำเนาใบรับสินค้าและสำเนาใบรับขนทางอากาศเอกสารท้ายฟ้องในคดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกับเอกสารท้ายฟ้องในคดีนี้ก็เป็นชุดเดียวกัน จึงฟังได้ว่าผู้โต้แย้งสิทธิที่แท้จริงต่อโจทก์ คือ จำเลยนั่นเอง ซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และถือว่าโจทก์ได้เคยฟ้องจำเลยคดีนี้ต่อศาลแพ่งแล้ว และสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยยังไม่ขาดอายุความดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
กค213/2549
primary_red_case_no
กค5/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000401.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ทก.(ค)173/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555