คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9972/2555 ฉบับเต็ม

#528578
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9972/2555 บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 448 ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลคดีก่อนพิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมทราบนับแต่วันที่ศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาแล้วว่า ลายมือชื่อของผู้ทำสัญญาขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์ตามฟ้องไม่ใช่ลายมือชื่อ ป. ผู้ขอใช้บริการ โจทก์ย่อมรู้ว่ามีการละเมิดเกิดขึ้นและรู้ว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับคำขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์ดังกล่าวน่าจะต้องรับผิดชอบ เป็นกรณีที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ศาลมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแล้วจึงไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาในคดีดังกล่าว เมื่อนับถึงวันฟ้องคดีนี้เกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 42,169.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 31,785.32 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงฎีกาได้แต่ปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เดิมโจทก์ฟ้องนางสาวประภาพรเนื่องจากค้างชำระค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ต่อมาศาลคดีดังกล่าวมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่านางสาวประภาพรไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์และไม่ได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ เอกสารที่ทำสัญญาขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์ตามฟ้องมิใช่ลายมือชื่อนางสาวประภาพร โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้ให้รับผิดฐานละเมิด คดีที่โจทก์ฟ้องนางสาวประภาพรศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 ไม่มีการอุทธรณ์ฎีกา แต่โจทก์อ้างว่าทราบเหตุแห่งการละเมิดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2547 ซึ่งเป็นรายงานคดีและขออนุมัติฟ้อง เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว แม้คู่ความฝ่ายใดไม่มาศาลแต่ผลทางกฎหมายให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบผลของคำพิพากษาแล้ว เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาคดีก่อนอันเป็นมูลที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ในข้อหาละเมิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 จึงถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ศาลมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2547 พ้นกำหนด 1 ปีแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ แต่อย่างไรก็ตามคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยว่า จะถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่วันที่ศาลในคดีก่อนพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลคดีก่อนพิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมทราบนับแต่วันที่ศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาแล้วว่า ลายมือชื่อของผู้ที่ทำสัญญาขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์ตามฟ้องไม่ใช่ลายมือชื่อนางสาวประภาพรผู้ขอใช้บริการ โจทก์ย่อมรู้ว่ามีการละเมิดเกิดขึ้นและรู้ว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับคำขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์ดังกล่าวน่าจะต้องรับผิดชอบ อันเป็นกรณีที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ศาลมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแล้ว จึงไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาในคดีดังกล่าว เมื่อนับถึงวันฟ้องคดีนี้เกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ภาภูมิ สรอัฑฒ์-สิงห์พล ละอองมณี-วิวรรต นิ่มละมัย) ศาลแขวงพระนครเหนือ - นางนุชนาถ ชาลีกุล ทับน้อย ศาลอุทธรณ์ - นายเรวัตร สกุลคล้อย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2319/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ3137/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ14936/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
528578
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครเหนือ",
        "judge": "นางนุชนาถ ชาลีกุล ทับน้อย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายเรวัตร สกุลคล้อย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081985558"
    }
}
date
2555
deka_no
9972/2555
deka_running_no
9972
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ภาภูมิ สรอัฑฒ์",
    "สิงห์พล ละอองมณี",
    "วิวรรต นิ่มละมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 448"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 145 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 42,169.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 31,785.32 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงฎีกาได้แต่ปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เดิมโจทก์ฟ้องนางสาวประภาพรเนื่องจากค้างชำระค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ต่อมาศาลคดีดังกล่าวมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่านางสาวประภาพรไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์และไม่ได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ เอกสารที่ทำสัญญาขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์ตามฟ้องมิใช่ลายมือชื่อนางสาวประภาพร โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้ให้รับผิดฐานละเมิด คดีที่โจทก์ฟ้องนางสาวประภาพรศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 ไม่มีการอุทธรณ์ฎีกา แต่โจทก์อ้างว่าทราบเหตุแห่งการละเมิดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2547 ซึ่งเป็นรายงานคดีและขออนุมัติฟ้อง เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว แม้คู่ความฝ่ายใดไม่มาศาลแต่ผลทางกฎหมายให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบผลของคำพิพากษาแล้ว เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาคดีก่อนอันเป็นมูลที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ในข้อหาละเมิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 จึงถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ศาลมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2547 พ้นกำหนด 1 ปีแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ แต่อย่างไรก็ตามคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยว่า จะถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่วันที่ศาลในคดีก่อนพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลคดีก่อนพิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมทราบนับแต่วันที่ศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาแล้วว่า ลายมือชื่อของผู้ที่ทำสัญญาขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์ตามฟ้องไม่ใช่ลายมือชื่อนางสาวประภาพรผู้ขอใช้บริการ โจทก์ย่อมรู้ว่ามีการละเมิดเกิดขึ้นและรู้ว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับคำขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์ดังกล่าวน่าจะต้องรับผิดชอบ อันเป็นกรณีที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ศาลมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแล้ว จึงไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาในคดีดังกล่าว เมื่อนับถึงวันฟ้องคดีนี้เกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ3137/2547
primary_red_case_no
พ14936/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000407.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2319/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555