คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13624/2555 ฉบับเต็ม

#528594
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13624/2555 พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี โจทก์ นางสาวเสาวภาหรือเมี่ยง วิบูลย์ศิริชัย จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ป.อ. มาตรา 147 ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 158 (5) เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 147 จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเท่านั้น ไม่ได้อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ด้านการเงิน มีหน้าที่รับผิดชอบ ในการทำบัญชีการเงิน การรับเงิน จ่ายเงิน การเบิกถอนเงิน การเก็บรักษาเงินของสถานีอนามัยบ้านดอนนา ได้ครอบครองเงินจำนวน 433,420 บาท ของผู้เสียหาย และมีหน้าที่ดูแลรักษาเงินจำนวนดังกล่าวให้ครบถ้วน การเบิกจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวจะต้องมีหลักฐานหนังสืออนุมัติก่อหนี้ผูกพันและหนังสืออนุมัติให้จ่ายเงินจากผู้มีอำนาจ แต่จำเลยไม่มีหลักฐานหนังสืออนุมัติก่อหนี้และหนังสืออนุมัติให้จ่ายเงินจากผู้มีอำนาจที่ใช้ประกอบกับใบคำขอถอนเงินเพื่อเบิกเงิน แต่จำเลยกลับใช้ใบเบิกถอนเงินจำนวน 433,420 บาท จากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย แล้วเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือของผู้อื่นโดยทุจริต เห็นได้ว่าโจทก์ได้กล่าวข้อเท็จจริงถึงองค์ประกอบความผิดที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำ จัดการหรือรักษาเงินของผู้เสียหาย แล้วเบียดบังเงินของผู้เสียหายไปโดยเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย พอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จึงเป็นฟ้องที่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 5 ปี ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน 6 สถานีอนามัยตำบลนาวุ้ง ปฏิบัติราชการที่สถานีอนามัยบ้านดอนนาลุ่ม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี สังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี กระทรวงสาธารณสุข ผู้เสียหาย ปฏิบัติหน้าที่ด้านการเงิน มีหน้าที่รับผิดชอบในการทำบัญชีการเงิน การรับเงิน จ่ายเงิน การเบิกถอนเงิน การเก็บรักษาเงินของสถานีอนามัยบ้านดอนนาลุ่ม เมื่อระหว่างวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2549 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดังกล่าวได้ครอบครองเงินจำนวน 433,420 บาท ของผู้เสียหาย และมีหน้าที่ดูแลรักษาเงินจำนวนดังกล่าวให้ครบถ้วน การเบิกจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวจะต้องมีหลักฐานหนังสืออนุมัติก่อหนี้ผูกพันและหนังสืออนุมัติให้จ่ายเงินจากผู้มีอำนาจ แต่จำเลยไม่มีหลักฐานหนังสืออนุมัติก่อหนี้และหนังสืออนุมัติให้จ่ายเงินจากผู้มีอำนาจที่ใช้ประกอบกับใบคำขอถอนเงินเพื่อเบิกเงิน แต่จำเลยกลับใช้ใบเบิกถอนเงินจำนวน 433,420 บาท จากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย แล้วเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือของผู้อื่นโดยทุจริต เห็นได้ว่าโจทก์ได้กล่าวข้อเท็จจริงถึงองค์ประกอบความผิดที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำ จัดการหรือรักษาเงินของผู้เสียหาย แล้วเบียดบังเงินของผู้เสียหายไปโดยเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนข้อที่จำเลยฎีกานั้นเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา จึงเป็นฟ้องที่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า เงินที่จำเลยยักยอกไปมีจำนวนสูง จำเลยกระทำไปโดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ทางราชการ ทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นข้าราชการพลเรือนระดับ 6 มีหน้าที่รับผิดชอบในการทำบัญชีการเงิน การรับเงิน จ่ายเงิน การเบิกถอนเงิน การเก็บรักษาเงิน แต่กลับมากระทำความผิดเสียเอง โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าว พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าจำเลยจะชดใช้เงินที่จำเลยยักยอกคืนให้แก่ผู้เสียหายเกินกว่าจำนวนเงินที่จำเลยยักยอกไปจำนวน 92,979 บาท กระทำความผิดเพื่อต้องการช่วยเหลือญาติพี่น้อง มีคุณความดีในการปฏิบัติราชการ และมีภาระต้องเลี้ยงดูบิดามารดาและหลานนั้น เห็นว่า ก่อนที่จำเลยจะกระทำความผิดควรจะคิดใคร่ครวญให้ดี มิใช่กระทำความผิดแล้วนำเงินที่ยักยอกไปมาคืนให้แก่ผู้เสียหายและนำเหตุผลส่วนตัวมาเป็นข้ออ้างขอให้ศาลปรานี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด-สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร-สมสันต์ ศุภศาสตรสิน) ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายไกรสร โสมจันทร์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายประสาร กีรานนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.164/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2140/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3716/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
528594
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเพชรบุรี",
        "judge": "นายไกรสร โสมจันทร์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายประสาร กีรานนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081984630"
    }
}
date
2555
deka_no
13624/2555
deka_running_no
13624
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด",
    "สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร",
    "สมสันต์ ศุภศาสตรสิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 147"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 158 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวเสาวภาหรือเมี่ยง วิบูลย์ศิริชัย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 5 ปี ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน 6 สถานีอนามัยตำบลนาวุ้ง ปฏิบัติราชการที่สถานีอนามัยบ้านดอนนาลุ่ม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี สังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี กระทรวงสาธารณสุข ผู้เสียหาย ปฏิบัติหน้าที่ด้านการเงิน มีหน้าที่รับผิดชอบในการทำบัญชีการเงิน การรับเงิน จ่ายเงิน การเบิกถอนเงิน การเก็บรักษาเงินของสถานีอนามัยบ้านดอนนาลุ่ม เมื่อระหว่างวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2549 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดังกล่าวได้ครอบครองเงินจำนวน 433,420 บาท ของผู้เสียหาย และมีหน้าที่ดูแลรักษาเงินจำนวนดังกล่าวให้ครบถ้วน การเบิกจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวจะต้องมีหลักฐานหนังสืออนุมัติก่อหนี้ผูกพันและหนังสืออนุมัติให้จ่ายเงินจากผู้มีอำนาจ แต่จำเลยไม่มีหลักฐานหนังสืออนุมัติก่อหนี้และหนังสืออนุมัติให้จ่ายเงินจากผู้มีอำนาจที่ใช้ประกอบกับใบคำขอถอนเงินเพื่อเบิกเงิน แต่จำเลยกลับใช้ใบเบิกถอนเงินจำนวน 433,420 บาท จากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย แล้วเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือของผู้อื่นโดยทุจริต เห็นได้ว่าโจทก์ได้กล่าวข้อเท็จจริงถึงองค์ประกอบความผิดที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำ จัดการหรือรักษาเงินของผู้เสียหาย แล้วเบียดบังเงินของผู้เสียหายไปโดยเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนข้อที่จำเลยฎีกานั้นเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา จึงเป็นฟ้องที่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า เงินที่จำเลยยักยอกไปมีจำนวนสูง จำเลยกระทำไปโดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ทางราชการ ทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นข้าราชการพลเรือนระดับ 6 มีหน้าที่รับผิดชอบในการทำบัญชีการเงิน การรับเงิน จ่ายเงิน การเบิกถอนเงิน การเก็บรักษาเงิน แต่กลับมากระทำความผิดเสียเอง โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าว พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าจำเลยจะชดใช้เงินที่จำเลยยักยอกคืนให้แก่ผู้เสียหายเกินกว่าจำนวนเงินที่จำเลยยักยอกไปจำนวน 92,979 บาท กระทำความผิดเพื่อต้องการช่วยเหลือญาติพี่น้อง มีคุณความดีในการปฏิบัติราชการ และมีภาระต้องเลี้ยงดูบิดามารดาและหลานนั้น เห็นว่า ก่อนที่จำเลยจะกระทำความผิดควรจะคิดใคร่ครวญให้ดี มิใช่กระทำความผิดแล้วนำเงินที่ยักยอกไปมาคืนให้แก่ผู้เสียหายและนำเหตุผลส่วนตัวมาเป็นข้ออ้างขอให้ศาลปรานี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2140/2553
primary_red_case_no
อ3716/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000399.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.164/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555